สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 10 ส.ค.69
ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.กรุงศรี | Buy | 50.00 บาท | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อ | 46.50 บาท | บล.ดาโอ | ซื้อ | 44.00 บาท | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 43.00 บาท | บล.ทิสโก้ | ถือ | 43.00 บาท | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 34.00 บาท |
สรุปปัจจัยบวก + ผลการดำเนินงาน 2Q26 ฟื้นตัวแข็งแกร่งกว่าคาด: รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 อยู่ที่ 1.22 หมื่นล้านบาท (พลิกจากขาดทุน YoY และ +278% QoQ) โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน/กำไรหลักราว 1.20 - 1.70 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ (บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้)
+ มาร์จิ้นและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้น: ได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (Petrochemical product price / spread) ที่สูงขึ้น ทั้งในกลุ่ม Aromatics, Olefins, Polymers และ Intermediates Chemicals จากภาวะ อุปทาน (supply) ตึงตัวชั่วคราว (บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้)
+ ธุรกิจ Performance Chemicals (Allnex) เติบโตโดดเด่น: ทำสถิติผลประกอบการแข็งแกร่ง โดย Adjusted EBITDA ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.0 พันล้านบาท จากอัตรากำไรที่แข็งแกร่งขึ้น (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้)
+ อัตราการใช้กำลังการผลิต (Run rate) ดีขึ้น: การเดินเครื่องกลับสู่ระดับปกติโดยเฉพาะโรงงาน OLE4 หลังผ่านช่วงซ่อมบำรุง รวมถึงการได้ปริมาณก๊าซในอ่าวไทยเพิ่มช่วยให้วัตถุดิบอีเทนมีความพร้อมมากขึ้น (บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้)
+ มาร์จิ้นโรงกลั่น (Market GRM) อยู่ในระดับสูง: Market GRM 2Q26 ยืนแข็งแกร่งในระดับ 15.6 - 16.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้)
+ ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026/2569: นักวิเคราะห์หลายแห่งปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 เป็น 1.07 - 3.02 หมื่นล้านบาท เพื่อสะท้อนผลงาน 1H26 ที่แข็งแกร่งเกินคาด (บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.ทรีนีตี้)
+ สิทธิประโยชน์และปัจจัยหนุนในอนาคต: มี Upside ที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) กับ SCC ในอนาคต รวมถึงความได้เปรียบด้านต้นทุน และ คาดการณ์ Dividend yield ปี 2026-2027 อยู่ที่ราว 4-5% (บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี)
สรุปปัจจัยลบ - แนวโน้มผลประกอบการ 3Q26E คาดว่า จะชะลอตัวลง QoQ: คาดว่ากำไรจะผ่านจุดสูงสุดของปีในไตรมาส 2 ไปแล้ว และจะทยอยอ่อนตัวลงตามแนวโน้ม Olefins spread และราคาผลิตภัณฑ์เคมีที่เริ่ม normalize/อ่อนตัวลง (บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้)
- การปิดซ่อมบำรุงโรงงานกดดันงบไตรมาส 3: ธุรกิจ Aromatics มีแผนปิดซ่อมบำรุงโรงงานแห่งหนึ่งเป็นเวลา 41 วัน ใน 3Q26 ซึ่งจะเข้ามากดดันผลการดำเนินงาน (บล.ทิสโก้)
- ความเสี่ยงด้านอุปทานล้นตลาด (Oversupply) ในระยะยาว: ปัญหาภาวะอุปทานล้นเกินยังคงน่ากังวล โดยจะมีกำลังการผลิตใหม่ของ PE เข้ามา 23 ล้านตัน และ PP เข้ามา 15 ล้านตันภายในปี 2028 รวมถึงโรงงานแครกเกอร์ในเอเชียเริ่มกลับมาเดินเครื่อง (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้)
- ต้นทุน Premium น้ำมันดิบยังทรงตัวสูง: ค่า Premium น้ำมันดิบที่สูงขึ้นจากความผันผวนและเหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศ (เช่น อิสราเอล/สหรัฐฯ - อิหร่าน) ยังคงกดดันมาร์จิ้นธุรกิจโรงกลั่น (บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้)
- รายการพิเศษและปัจจัยกดดันด้านกฎระเบียบ: สุธิกำไรยังคงถูกกดดันจากขาดทุนจาก Hedging (ราว 780 - 791 ล้านบาท), รายการ Provision/ชดเชยการปรับโครงสร้าง (ราว 1.75 - 1.8 พันล้านบาท) รวมถึงความเสี่ยงเชิงนโยบาย/การเจรจาปรับเงื่อนไขสัญญาก๊าซใหม่ (บล.ดาโอ, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้)
ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews
|