สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 10 ส.ค. 69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 13.00 บาท | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 11.40 บาท | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 11.00 บาท | บล.ฟิลลิป | ทยอยซื้อ | 10.50 บาท | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล | ถือ | 10.50 บาท | บล.เคจีไอ | ถือ | 10.30 บาท | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 10.00 บาท |
ปัจจัยบวก +
+ ผลประกอบการ 2Q26 (หรือ 2Q69) ออกมาตามคาด : กำไรสุทธิอยู่ที่ 757 ล้านบาท (+19% YoY, +12% QoQ) หนุนกำไร 1H69 อยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท (+22% YoY) (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล) + การขยายสาขาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง : เปิดสาขาใหม่สุทธิ 56 สาขาใน 2Q26 หนุนสาขารวมเพิ่มเป็น 1,248 สาขา (+22% YoY) และรักษเป้าขยายสาขา 210 สาขาในปี 2026/FY26 และอีก 210 สาขาในปี FY27 (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ) + รายได้เติบโตแข็งแกร่ง : รายได้รวมโต 17.8% - 18% YoY มาอยู่ที่ 5.8 พันล้านบาท (5,876.8 ล้านบาท) จากการขยายเครือข่ายสาขาและจำนวนรายการซื้อ/ธุรกรรมรวมที่เพิ่มขึ้น +18.8% YoY (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ) + อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้น : GPM ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 52.0% (จาก 51.4% ใน 2Q25) จากประโยชน์ของการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ตามการขยายสาขา และการเพิ่มสัดส่วนจำหน่ายสินค้าแบรนด์ตัวเอง (Private Label) ที่ให้อัตรากำไรสูง (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ) + ต้นทุนทางการเงินลดลง : ลดลง 18.4% YoY จากการชำระคืนหนี้สิน/เงินกู้หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) (บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ) + ส่วนแบ่งผลขาดทุนจาก KKV ลดลง : ลดลงมาอยู่ที่ 27 ล้านบาท ช่วยหนุนผลงานรวม (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ) + ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล : จ่ายปันผล 0.065 บาทต่อหุ้น (Dividend Yield ประมาณ 0.7%) ขึ้น XD วันที่ 20 ส.ค. 2569 และจ่ายเงินวันที่ 2 ก.ย. 2569 (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ) + สัญญาณการฟื้นตัวของ SSSG : ยอดขายสาขาเดิม (SSS) ในเดือน ก.ค. กลับมาเป็นบวก 1% จากที่ติดลบใน 2Q26 (บล.กรุงศรี) + โมเมนตัมช่วงครึ่งปีหลัง (2H26) ยังเติบโต YoY : คาดกำไรหลักยังเติบโต YoY จากการเปิดสาขาต่อเนื่อง และคาดทำจุดสูงสุดอีกครั้งใน 4Q69 ตามปัจจัยฤดูกาล (บล.บัวหลวง, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ) ปัจจัยลบ - - ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ใน 2Q26 ติดลบ : SSSG ติดลบ -1.2% YoY จากฐานเปรียบเทียบที่สูงใน 2Q25 (ผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและการเบิกจ่ายงบเครื่องเขียน) รวมถึงการที่ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ) - กำลังซื้อและพฤติกรรมผู้บริโภคอ่อนตัว : ยอดซื้อต่อบิลเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 166.9 บาท รวมถึงการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือย จำนวนลูกค้าเข้าร้าน (foot traffic) และมูลค่าซื้อต่อบิล (basket size) ที่ลดลง สะท้อนถึงอุปสงค์พื้นฐานที่ยังอ่อนแอ (บล.ทิสโก้, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล) - ค่าใช้จ่าย SG&A ปรับตัวสูงขึ้น : SG&A เพิ่มขึ้น 22.6% - 23% YoY สู่ระดับ 28.8% ของรายได้ จากค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าขนส่ง และต้นทุน Logistics ในการขยายสาขา (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ) - แนวโน้มกำไร 3Q26 ชะลอตัว QoQ : คาดกำไรสุทธิ 3Q26 จะลดลง QoQ เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูฝน (Low Season) และมีการเพิ่มโปรโมชัน (บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ) - ความเสี่ยงกดดันอัตรากำไรขั้นต้นใน 3Q26 : มีความเสี่ยงที่จะลดลง YoY และ QoQ จากฐานที่สูงใน 3Q25 (52.5%) และผลกระทบจากเงินบาทอ่อนค่า (บาทอ่อนทุก 1 บาท กระทบ GPM ราว 30bps) (บล.เคจีไอ) - ความเสี่ยงอื่นๆ : การอ่อนตัวของการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยยาวนานกว่าคาด, เงินเฟ้อด้านค่าขนส่ง, ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน, สินค้าคงคลังสูง และผลขาดทุนจากการขยายธุรกิจ KKV (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |