นายกฯ สเปนค้าน EU ขึ้นกำแพงภาษีสู้จีน แนะเจรจาปรับดุลการค้า
นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซของสเปนออกมาสนับสนุนให้สหภาพยุโรป (EU) ใช้แนวทางเจรจากับจีนเพื่อปรับสมดุลการค้า แทนการตอบโต้ด้วยมาตรการกำแพงภาษี โดยมองว่าความร่วมมือจะช่วยลดความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ และบรรเทาความเสี่ยงต่อการค้าโลก ขณะที่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า EU ยังเผชิญภาวะขาดดุลการค้ากับจีนในระดับสูงถึง 3.77 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่กำลังถูกจับตาจากนักลงทุนทั่วโลก
จุดยืนต่างจากแกนนำยุโรปหลายประเทศ
ซานเชซให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Television ในนิวยอร์กว่า EU ควรมุ่งสร้างความร่วมมือกับจีน เพราะทั้งสองฝ่ายมีความท้าทายร่วมกันและต้องบริหารความแตกต่างอย่างมีเหตุผล โดยเฉพาะประเด็นดุลการค้า เขาย้ำว่า EU มีจุดแข็งจากการเปิดเศรษฐกิจและการสร้างสะพานเชื่อมกับประเทศต่าง ๆ มากกว่าการใช้มาตรการปิดกั้นทางการค้า
ท่าทีดังกล่าวแตกต่างจากผู้นำยุโรปหลายรายที่เริ่มสนับสนุนมาตรการปกป้องทางการค้าเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในเบอร์ลิน ปารีส และบรัสเซลส์ ซึ่งกำลังพิจารณาทางเลือกเชิงนโยบายต่อจีนอย่างรอบคอบมากขึ้น
สเปนเร่งสร้างความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจกับปักกิ่ง
การเยือนจีนของซานเชซเมื่อเดือนเมษายน ซึ่งนับเป็นการเยือนครั้งที่ 4 ในรอบกว่า 3 ปี ช่วยให้สเปนบรรลุข้อตกลงการลงทุนหลายด้าน โดยมุ่งให้บริษัทจีนถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่แรงงานสเปนในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์ แบตเตอรี่ พลังงานหมุนเวียน และ โลจิสติกส์ สะท้อนความพยายามของสเปนในการใช้จีนเป็นทั้งคู่ค้าและแหล่งเงินลงทุน
อย่างไรก็ดี สเปนยอมรับว่าปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีนอยู่ในระดับ “มหาศาล” โดยข้อมูลจาก IMF ปี 2025 ระบุว่า EU ขาดดุล 3.77 แสนล้านดอลลาร์ และ สเปนขาดดุล 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ผู้นำยุโรปต้องหาสมดุลระหว่างการเปิดเสรีการค้ากับการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
ผลกระทบต่อตลาดการเงินและสินทรัพย์เสี่ยง
สำหรับตลาดทุนทั่วโลก แนวนโยบายของ EU ต่อจีนอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางเงินทุน หาก EU เลือกใช้การเจรจาแทนการตั้งกำแพงภาษี ความเสี่ยงสงครามการค้าจะลดลง ซึ่งอาจช่วยหนุน หุ้นยุโรป หุ้นจีนกลุ่มส่งออก และ บอนด์ ที่ได้ประโยชน์จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลง
แต่หากที่ประชุมสุดยอด EU เดือนตุลาคมเลือกจำกัดการนำเข้า สินค้ากลุ่ม ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ และ เครื่องจักรขั้นสูง ของยุโรปอาจได้ประโยชน์ในระยะสั้น ขณะที่หุ้นจีนและตลาดเกิดใหม่อาจถูกกดดันมากขึ้น และเงินเฟ้อโลกอาจทรงตัวในระดับสูงนานกว่าเดิม
มุมมองต่อทองคำ บอนด์ และพอร์ตลงทุนไทย
ซานเชซยังให้การสนับสนุน Pablo Hernandez de Cos ให้เป็นประธาน ECB คนถัดไป พร้อมกล่าวถึงแรงกดดันจากกระแสพรรคขวาจัดในยุโรป ซึ่งอาจกระทบเสถียรภาพของนโยบายการคลังและการเงินในภูมิภาค
สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไทยเชื่อมโยงกับจีนและห่วงโซ่อุปทานโลก หาก EU เปิดการค้า จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของจีนและอาจหนุนภาคส่งออกไทย ขณะเดียวกัน การลงทุนของจีนในสเปนสะท้อนว่าจีนกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ ซึ่งอาจส่งแรงหนุนต่อไทยในบางอุตสาหกรรม
ในทางกลับกัน หาก EU เดินหน้าขึ้นภาษี สินค้าจีนราคาถูกอาจไหลเข้าสู่อาเซียนมากขึ้น กดดันธุรกิจที่แข่งขันด้านราคา นักลงทุนจึงควรติดตามกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการแย่งส่วนแบ่งตลาดจากจีน และระวังธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีน
ด้านสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ทองคำ หากความเสี่ยงสงครามการค้าลดลง ความต้องการถือครองอาจชะลอในระยะสั้น แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางและความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างยังช่วยพยุงราคาในระยะกลาง ขณะที่ บอนด์ยุโรป บอนด์ตลาดเกิดใหม่ และ บอนด์ไทย อาจได้อานิสงส์หากเงินเฟ้ออ่อนตัวและธนาคารกลางมีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบาย ตามหลัก Flow Follows Yield ที่เงินทุนมักไหลไปยังสินทรัพย์ซึ่งให้ผลตอบแทนและความปลอดภัยเหมาะสมกว่า
โดยสรุป ทิศทางนโยบายการค้าของ EU ต่อจีนไม่ใช่เพียงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อการจัดสรรพอร์ตระหว่างหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำในช่วงถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ