CGSI ประเมิน CRC มีโครงสร้างธุรกิจที่เปลี่ยนไป ชี้ "กลุ่มอาหาร" กลายเป็นเครื่องยนต์หลักสร้างกำไรเติบโตโดดเด่น คาดสัดส่วน EBITDA เพิ่มเป็น 32% ในปี 71 พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 69 ขึ้น 5.2% ปรับราคาเป้าหมายเป็น 24.40 บาท และ ยังคงแนะนำ "ซื้อ" ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุว่า นักลงทุนยังคงมอง CRC เป็นธุรกิจค้าปลีกที่เติบโตเต็มที่แล้ว และ ยังถูกขับเคลื่อนหลักโดยกลุ่มห้างสรรพสินค้าและสินค้าตกแต่งบ้าน ซึ่งมีโอกาสเติบโตเชิงโครงสร้างค่อนข้างจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ฯ มองว่า CRC ในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อปีก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญ แม้กลุ่มแฟชั่นยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคง กลุ่มฮาร์ดไลน์กำลังพัฒนาเป็นธุรกิจสร้างกำไรได้อย่างเต็มที่มากขึ้น แต่กลุ่มอาหารกำลังกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่สุดในการเติบโตของ CRC ฝ่ายวิเคราะห์ฯ คาดว่า สัดส่วน EBITDA จากกลุ่มอาหารจะเพิ่มขึ้นจาก 26% ในปี 68 เป็น 32% ในปี 71 โดยมองว่า Bloomberg consensus ยังไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกำไรของ CRC ครั้งนี้อย่างเต็มที่นัก กลุ่มอาหารแตกต่างจากกลุ่มแฟชั่นและฮาร์ดไลน์ โดยกลุ่มอาหารมีปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลายด้านทั้งในไทยและเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขา การปรับปรุงความสามารถในการทำกำไร และ ประโยชน์จากขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า Tops ได้ปลดล็อกโอกาสการเติบโตระยะยาวมากขึ้นผ่านรูปแบบร้าน standalone ขณะที่ GO Wholesale มีแนวโน้มใกล้เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากผลขาดทุนเริ่มทรงตัว ส่วนธุรกิจในเวียดนาม น่าจะได้ประโยชน์จากโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวย การขยายตัวของเมือง และ อัตราการเข้าถึงของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (modern trade) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำเชื่อว่า ธุรกิจเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ CRC มีโครงสร้างกำไรที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และ มีคุณภาพมากขึ้นในช่วงปี 69-71 ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า อาจปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 69, 70, และ 71 ขึ้น 5.2%, 7.5% และ 9.4% ตามลำดับ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นต่อกลุ่มอาหาร และ วินัยด้านต้นทุนที่ดีขึ้น แม้หลังการปรับประมาณการครั้งนี้ ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 69-70 ของฝ่ายวิเคราะห์ฯ ยังคงสูงกว่า Bloomberg consensus ราว 4-5% ซึ่งสะท้อนว่า ตลาดอาจยังไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกำไรของ CRC อย่างเต็มที่เชื่อว่า สัดส่วนกำไรที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มอาหาร ประกอบกับ ความสามารถในการทำกำไรของ GO Wholesale ที่ทยอยปรับตัวดีขึ้น อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดปรับประมาณการกำไรขึ้นได้อีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังแนะนำ "ซื้อ" CRC และ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 24.40 บาท โดยสัดส่วนกำไรที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่มีการเติบโตเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้มองเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรของบริษัท และ เมื่อความคาดหวังนี้ค่อยๆ กลายเป็นจริง เชื่อว่า ตลาดอาจปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ การประเมินมูลค่าหลังจากนี้ ซึ่ง CRC จะมี downside risk หากความสามารถในการทำกำไรของ GO Wholesale เพิ่มขึ้นช้ากว่าคาด และ ความเสี่ยงด้านการขยายสาขาในเวียดนาม ส่วน upside risk คือ การใช้จ่ายของผู้บริโภคไทยฟื้นตัวเร็วกว่าคาด และ ความสำเร็จในการขยายสาขาในเวียดนาม ***เปิดโครงสร้างที่เปลี่ยนไปของ CRC -กลุ่มแฟชั่นมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยธุรกิจที่เติบโตเต็มที่พร้อมโอกาสการเติบโตแบบ "selective growth" แม้ว่าแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของธุรกิจแฟชั่นของ CRC อาจดูไม่น่าสนใจนัก แต่มองว่า ธุรกิจนี้ยังคงเป็นเสาหลักสำคัญที่สร้างผลกำไรให้กับกลุ่มบริษัทด้วยสัดส่วน 39% ของ EBITDA รวมของกลุ่มในไตรมาส 1/69 โดยธุรกิจห้างสรรพสินค้ารูปแบบดั้งเดิมเข้าสู่ระยะเติบโตเต็มที่แล้วจึงทำให้โอกาสในการขยายสาขาเพิ่มมีค่อนข้างจำกัด อีกทั้ง การแข่งขันจากแพลตฟอร์มออนไลน์รุนแรงขึ้น ดังนั้น การเติบโตของธุรกิจนี้จึงน่าจะมาจากร้านจาหน่ายสินค้าแฟชั่นเฉพาะทาง อย่างเช่น Supersports และ ร้านแฟชั่นกีฬาอื่น ๆ ภายในกลุ่ม นอกจากนี้ CRC ยังพยายามปรับพอร์ตธุรกิจด้วยการเลือกเข้าซื้อกิจการและการหาพันธมิตรทางธุรกิจ ประกอบด้วย การเข้าซื้อหุ้น 75% ใน Rev Runnr (ร้านค้าปลีกชั้นนำที่จำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์สำหรับการวิ่งในไทย) ในปี 2567 และ การถือหุ้น 40% ใน บริษัท เจดี สปอร์ตส์ แฟชั่น(ประเทศไทย) จำกัด (ผู้ประกอบการไทยในธุรกิจแบรนด์แฟชั่นกีฬาระดับโลก) ในต้นปี 2569 อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของกลยุทธ์เหล่านี้ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกแบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์ของผู้บริโภค ซึ่งความนิยมสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าธุรกิจแฟชั่นของ CRC อาจฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปี 2569 โดยกลุ่มแฟชั่นมีอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ติดลบตลอดช่วงสี่เดือนแรกของปี 2569 เนื่องจากยอดขายช่วงต้นปีได้รับผลกระทบจากฐานที่สูงจากมาตรการ Easy E-Receipt ในเดือนม.ค.-ก.พ. 2568 จึงทำให้ SSSG ติดลบตั้งแต่ -7% ถึง -10% ในเดือนม.ค.-ก.พ. 2569 จากนั้นความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และ อิหร่านกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภคและจำนวนนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ SSSG อยู่ที่ -2% ถึง -3% ในเดือนมี.ค.-เม.ย. 2569 ในขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัวในเดือนพ.ค. (สถิตินักท่องเที่ยว +3.5% yoy;นักท่องเที่ยวจากจีน +32.6%yoy) และ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นหลังราคาน้ำมันลดลงน่าจะทำให้ SSSG ของธุรกิจแฟชั่นของ CRC กลับมาเป็นบวกที่ระดับ 2% ในเดือนพ.ค. และ มีแนวโน้มจะอยู่ในแดนบวกตลอดช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวชาวจีนจะช่วยหนุนยอดขายสินค้าแฟชั่นของ CRC เนื่องจากรายได้จากนักท่องเที่ยวคิดเป็น 15% ของยอดขายสินค้าแฟชั่นในปี 22568 และ 17% ในไตรมาส 1/69 อีกทั้ง ค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นอาจทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนบางส่วนเลือกเดินทางระยะใกล้มากขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบทั้งด้านระยะทางและความคุ้มค่า ดังนั้น ในภาพรวม จึงมองว่าธุรกิจแฟชั่นของ CRC ไม่ใช่เครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มอีกต่อไป แต่ได้พัฒนาไปเป็นแหล่งสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและช่วยให้ฐานกำไรของกลุ่มมั่นคง -กลุ่มฮาร์ดไลน์เข้าสู่ระยะเติบโตชะลอตัว ร้านไทวัสดุ (TWD) ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 64% ของยอดขายรวมของกลุ่มฮาร์ดไลน์ในประเทศของ CRC ในปี 2568 เคยเป็นหน่ึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มจนถึง 2567 จากการขยายสาขาในเชิงรุกและภาวะอุตสาหกรรมที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจนี้ชะลอตัวลงในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา และ TWD มีกำไรสุทธิเติบโตเพียง 3.1% ในปี 2568 ทั้งนี้ อุตสาหกรรม Home improvement ของไทยเริ่มเข้าสู่ระยะที่เติบโตเต็มที่ โดยจะเห็นได้จากจำนวนสาขาใหม่ของ TWD ที่ลดลงจาก 13 สาขาในปี 2566 เหลือ 7 สาขาในปี 2567 และ เพียง 2 สาขาในปี 2568 ขณะที่บริษัทมีสาขาทั้งหมด 86 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 1/69 จึงคาดว่า CRC จะเปิดสาขา TWD เพิ่มไม่เกินปีละ 4 สาขาตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป และ ถึงแม้ว่าการชะลอการขยายสาขาจะหมายถึงการเติบโตที่ลดลง แต่เชื่อว่าธุรกิจนี้ยังไม่ถึงจุดที่หยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า TWD จะได้ประโยชน์จากแรงหนุนตามวัฏจักรที่เข้ามาชั่วคราว เช่นเดียวกับผู้ค้าปลีกสินค้า Home improvement รายอื่น ซึ่งได้รับผลดีจากการที่ผู้บริโภคเร่งซื้อสินค้าล่วงหน้าในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 2569 เพราะกังวลว่าราคาวัสดุก่อสร้างจะปรับตัวสูงขึ้น จึงคาดว่า SSSG จะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ -6% ถึง -9% ในเดือนม.ค.-ก.พ. เป็น +2% ถึง +4% ในเดือนมี.ค.-เม.ย. 2569 ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน เนื่องจากราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นจะทำให้มีกาไรจากสินค้าคงเหลือในช่วงสั้นๆ จากสต็อกต้นทุนต่ำ นอกจากนี้ เชื่อว่าปัจจัยบวกเหล่านี้จะไม่ยั่งยืน เพราะเมื่อผลดีจากแรงซื้อที่ถูกดึงมาล่วงหน้าหมดไป SSSG ของ TWD น่าจะลดลงเหลือประมาณ 0% ในเดือนพ.ค. 2569 และ GPM น่าจะกลับมาอยู่ในระดับปกติตั้งแต่ไตรมาส 3/69 เป็นต้นไป นอกจากนี้ คาดว่าอุปสงค์ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะยังเผชิญกับแรงกดดัน เนื่องจากอุปสงค์ส่วนหนึ่งถูกดึงมาใช้ล่วงหน้าแล้ว อีกทั้ง ผู้บริโภคบางส่วนอาจชะลอแผนปรับปรุง หรือ ก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จากค่าครองชีพ และ ต้นทุนในการก่อสร้างที่สูงขึ้น แม้ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมจะอ่อนตัวลง แต่คาดว่า TWD จะยังมีกำไรสุทธิเติบโต 6.5% ในปี 2569(เพิ่มขึ้นจาก 3.1% ในปี 2568) นำโดยกำไรจากสินค้าคงเหลือที่น่าจะรับรู้ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 1/69 จนถึงต้นไตรมาส 3/69 ส่วนในปี 2570 เชื่อว่า TWD จะยังสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่องผ่านรูปแบบร้าน hybrid ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น แต่ฐาน GPM ที่สูงในปี 2569 อาจทำให้กำไรสุทธิเติบโตเพียง 6.9% ในปี 2570 ขณะเดียวกัน การขายเงินลงทุนใน Nguyen Kim (NK) ซึ่งผู้ค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในเวียดนามดำเนินการเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2569 จึงช่วยลดภาระขาดทุนที่บันทึกไว้ประมาณ 250 ล้านบาทในปี 2568 และ น่าจะช่วยหนุนกำไรของ CRC ได้เล็กน้อย นอกจากนี้ แม้ว่า CRC จะยังเดินหน้าขยายธุรกิจรูปแบบใหม่ เช่น Auto1 (ธุรกิจบริการและซ่อมบำรุงรถยนต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว) แต่เชื่อว่าส่วนแบ่งจากธุรกิจเหล่านี้ยังน้อยเกินไปที่จะส่งผลต่อกำไรของกลุ่มฮาร์ดไลน์ อย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า กลุ่มฮาร์ดไลน์ไม่ใช่เครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตเหมือนในอดีต แต่ไม่ได้หยุดชะงักเช่นกัน และ กำลังพัฒนาจากธุรกิจที่เติบโตด้วยการขยายสาขาไปสู่ธุรกิจที่เติบโตเต็มที่ ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดอย่างมีสเถียรภาพ และ มีกำไรเติบโตในอัตราเลขหลักเดียวระดับกลาง -กลุ่มฟู้ดจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ขับเคลื่อนกำไรของ CRC กลุ่มฟู้ดจะเป็นกำลังหลักของ CRC ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของกำไรช่วง 3-5 ปีข้างหน้า โดยกลุ่มฟู้ดแตกต่างจากกลุ่มแฟชั่น และ กลุ่มฮาร์ดไลน์ที่มีโอกาสเติบโตเชิงโครงสร้างจำกัด เนื่องจากกลุ่มฟู้ดมีปัจจัยขับเคลื่อนกำไรที่หลากหลาย ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งเกิดจากการขยายสาขา , การเพิ่มความสามารถในการทำกำไร และ ประโยชน์จากขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตาม มองว่า นักลงทุนอาจยังไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และ น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ประมาณการกำไรใหม่สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยไม่ได้คาดว่า การเติบโตของยอดขายกลุ่มอาหารจะถูกขับเคลื่อนจากธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเพียงอย่างเดียว เนื่องจาก CRC มีปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลายด้านภายในกลุ่มนี้ แม้ธุรกิจค้าปลีกอาหารในประเทศไทยยังคงเป็นแกนหลักของกลุ่มอาหาร แต่เวียดนามได้กลายเป็นแหล่งการเติบโตที่มีความสำคัญมากขึ้น ขณะที่ GO Wholesale เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญสำหรับการขยายธุรกิจในอนาคต ในมุมมองของฝ่ายวิจัย ธุรกิจเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ยอดขายและกำไรเติบโตได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้นในระยะต่อไป -Tops ค่อยๆ เติบโตอย่างเงียบๆ Tops supermarkets ได้พัฒนาไปเป็นธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และความสามารถในการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นจากประโยชน์ของขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงการบริหารสินค้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญกว่านั้น การเปิดตัวรูปแบบร้าน standalone ในเดือนเม.ย. 2565 ดูเหมือนจะช่วยปลดล็อกโอกาสการเติบโตในระยะยาวของ Tops โดยลดการพึ่งพาการพัฒนาศูนย์การค้าขนาดใหญ่ นับตั้งแต่นั้นมา Tops ได้ขยายสาขาเฉลี่ย 9 สาขาต่อปีในช่วง 2566-2568 ทำให้มีเครือข่ายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 172 supermarkets ทั่วประเทศ ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งรวมถึง premium supermarkets ภายใต้รูปแบบ Tops Food Hall จำนวน 17 สาขา CRC มีแผนเปิดสาขาเพิ่มอีก 8-10 สาขาในปี 2569 ส่งผลให้จำนวนสาขารวมเพิ่มขึ้นเป็น 180-182 สาขา หรือ คิดเป็นการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ขายราว 5-6% ซึ่งเชื่อว่า CRC ยังสามารถขยายสาขาด้วยความเร็วระดับนี้ต่อเนื่องไปอีก 10 ปี โดยเฉพาะในต่างจังหวัดของไทย ซึ่งรูปแบบร้าน standalone ช่วยให้ Tops สามารถเข้าถึงอุปสงค์ในพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้อาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ภายใต้โมเดลการขยายสาขาแบบเดิม ที่สำคัญ ธุรกิจค้าปลีกอาหารในประเทศไทยของ CRC คิดเป็น 48% ของยอดขายกลุ่มอาหารทั้งหมดในปี 2568 ในมุมมองของฝ่ายวิจัย Tops ได้ค่อยๆ พัฒนาจากเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตที่ยึดโยงกับศูนย์การค้าไปสู่แพลตฟอร์มค้าปลีกที่สามารถขยายสาขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตระยะยาวอย่างสม่ำเสมอ -GO Wholesale น่าจะผ่านจุดต่าสุดไปแล้ว ผลประกอบการทางการเงินของ GO Wholesale เริ่มมีทิศทางดีขึ้น โดยถึงแม้ว่าผลขาดทุนจะเพิ่มจาก 1.6 พันล้านบาทในปี 2567 เป็น 1.9 พันล้านบาทในปี 2568 แต่เชื่อว่า GO Wholesale จะไม่ขาดทุนสูงไปกว่านี้ เนื่องจากผู้บริหารได้ปรับกลยุทธ์จากการขยายสาขาเชิงรุกเป็นการมุ่งเน้นเพิ่มความสามารถในการทำกำไร บริษัทจึงมีแผนเปิดสาขาเพิ่มเพียง 2 สาขาในปี 2569(เทียบกับ 4 สาขาในปี 2568 และ 6 สาขาในปี 2567) ซึ่งคาดว่าจะทำให้อัตราส่วน SG&A/รายได้รวมลดลงจาก 23.4% ในปี 2568 เป็น 20.6% ในปี 2569 ขณะเดียวกัน การให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำกำไรมากขึ้น บวกกับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นน่าจะทำให้ GPM เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 5.8% ในปี 2568 เป็น 6.3% ในปี 2569 ซึ่งถึงแม้จะยังต่ำกว่าผู้นำตลาดอย่าง Makro (GPM 11.9% ในปี 2568) มาก แต่ไม่คาดว่า GPM ของ GO Wholesale น่าจะสามารถเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับนี้ภายในห้าปีข้างหน้า เนื่องจากฐานรายได้ของ Makro ในปี 2568 ใหญ่กว่าประมาณ 24 เท่า และ GO Wholesale ยังต้องใช้กลยุทธ์การตั้งราคาสินค้าที่แข่งขันได้เพื่อดึงลูกค้าและเพิ่มยอดขาย ดังนั้น จึงคาดว่า อัตรากำไร EBIT ของ GO Wholesale จะดีขึ้นจาก -14.9% ในปี 2568 เป็น -11.6% ในปี 2569 ซึ่งจะทำให้ผลขาดทุนทรงตัวที่ประมาณ 1.9 พันล้านบาทในปี 2569 อย่างไรก็ตาม หากบริษัทยังคงรักษาวินัยในการขยายสาขา (เปิดสาขา GO Wholesale ไม่เกินปีละ 2 สาขา) และ เดินหน้าเพิ่มความสามารถในการทำกำไร เชื่อว่า ผลขาดทุนจะเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งในมุมมองผลขาดทุนที่ค่อย ๆ ลดลงเพียงอย่างเดียวอาจกลายเป็นปัจจัยบวกที่มีนัยสำคัญต่อกำไรของกลุ่มได้ในอนาคต -เวียดนามจะนำการเติบโตของ CRC เวียดนามเป็นโอกาสเติบโตในระยะยาวที่น่าสนใจที่สุดสำหรับ CRC และ ประเทศนี้ยังอาจกลายเป็นตลาดหลักที่นำการเติบโตในในช่วงทศวรรษหน้า ซึ่งสนับสนุนโดยโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวย , การขยายตัวของเมือง (urbanisation) อีกทั้ง เวียดนามยังมีอัตราการเจาะตลาดของ modern trade ต่ำจึงมีโอกาสเติบโตเชิงโครงสร้างสูงกว่าประเทศไทย ขณะที่การเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกของ CRC ในเวียดนามในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมาทำให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อกลยุทธ์การขยายธุรกิจของ GO! hypermarkets , mini go! supermarkets และ family malls ทั้งนี้ GO! hypermarkets เป็นรากฐานธุรกิจที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถทำกำไร ส่วน mini go! เป็นรูปแบบสาขาที่เหมาะสำหรับการเร่งขยายสาขาสู่เมืองรองด้วยเงินลงทุนที่น้อยกว่าและเปิดได้เร็วกว่า ขณะที่ปีนี้ CRC มีแผนเปิด GO! hypermarket 2 สาขา , mini go! 6 สาขา และ GO! Mall 1 สาขาในเวียดนาม พร้อมกับตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขา GO! Hypermarket อีก 10-12 สาขา และ mini go! อีก 23-25 สาขาภายในปี 2569-2571 ซึ่งหากบริษัทดำเนินการได้ตามแผนคาดว่า พื้นที่ขายและพื้นที่ให้เช่าในเวียดนามจะเติบโตเฉลี่ย 8.2% CAGR และ 6.2% CAGR ในปี 2568-2571 ตามลาดับ นอกจากขยายสาขาแล้วมองว่า ธุรกิจในเวียดนามยังมีศักยภาพการทำกำไรสูงขึ้นตามขนาดของธุรกิจ เนื่องจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้าแบรนด์ของบริษัท (private label), อำนาจต่อรองที่สูงขึ้น และ ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้นจะช่วยหนุนอัตรากำไร ขณะที่ความผันผวนของค่าเงินยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ แต่เชื่อว่า เวียดนามกำลังจะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ CRC และ มีศักยภาพที่จะกลายเป็นตลาดที่ทำให้บริษัทเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว ***ปรับประมาณการกำไรสุทธิในปี 2569-2571 ขึ้น 5.2-9.4% ฝ่ายวิจัย ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิของ CRC ขึ้น 5.2%, 7.5% และ 9.4% ในปี 2569 , 2570 และ 2571 ตามลำดับ เนื่องจากมีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจร้านค้าปลีกของ CRC มากขึ้น และ เชื่อว่านักลงทุนยังไม่รับรู้มูลค่าจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในกลุ่มอย่างเต็มที่ โดยถึงแม้ว่ากำไรส่วนใหญ่ของบริษัทยังคงมาจากกลุ่มแฟชั่น และ กลุ่มฮาร์ดไลน์ แต่แนวโน้มการเติบโตเชิงโครงสร้างของธุรกิจจำหน่ายสินค้าอาหารในไทยและธุรกิจค้าปลีกในเวียดนาม รวมถึงความสามารถในการทำกำไรที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นของ GO Wholesale น่าจะมีบทบาทมากขึ้นในการผลักดันการเติบโตของกำไร นอกจากนี้ เชื่อว่า CRC จะสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าที่คาดไว้เดิม ซึ่งจะช่วยหนุนการขยายตัวของอัตรากำไรและอัตราการเติบโตของกำไร ที่สำคัญ การปรับประมาณการในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเชิงวัฏจักรระยะสั้น (6-12 เดือน) แต่เป็นผลมาจากการประเมินแนวโน้มกำไรในระยะกลาง (1-3 ปี) และ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกำไรของบริษัท หลังปรับประมาณการตัวเลขกำไรสุทธิในปี 2569-2570 ของฝ่ายวิจัยสูงกว่า Bloomberg consensus ประมาณ 4-5% ซึ่งสะท้อนว่าตั้งสมมติฐานการเติบโตของธุรกิจร้านค้าปลีกและประสิทธิภาพการดำเนินงานดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยเชื่อว่า Bloomberg consensus ยังยึดติดกับโครงสร้างกำไรแบบเดิมของ CRC และ ยังไม่สะท้อนศักยภาพทั้งหมดของกลุ่มฟู้ดในฐานะฐานะเครื่องยนต์ใหม่ที่จะขับเคลื่อนกำไรของกลุ่ม ทั้งนี้ ยังแนะนำ "ซื้อ" แต่ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 24.40 บาท เพราะมองว่า CRC ในวันนี้แตกต่างจากเมื่อสองสามปีที่ผ่านมามาก โดยถึงแม้ว่า กลุ่มแฟชั่นยังคงทำหน้าที่สร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ และ กลุ่มฮาร์ดไลน์ได้พัฒนาไปสู่ธุรกิจที่สร้างกำไรได้อย่างมั่นคง แต่กลุ่มฟู้ดกำลังก้าวขึ้นมาเป็นธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มบริษัท นอกจากนี้ เชื่อว่า นักลงทุนจำนวนมาก ยังคงเชื่อมโยง CRC กับโครงสร้างกำไรแบบเดิม และ อาจประเมินศักยภาพของกลุ่มฟู้ดในระยะยาวต่ำเกินไป ดังนั้น จึงเชื่อว่าเมื่อกำไรจากกลุ่มฟู้ดมีสัดส่วนสูงขึ้น โครงสร้างกำไรที่เปลี่ยนไปนี้อาจกระตุ้นให้มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรและการประเมินมูลค่าของ CRC ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |