CGSI มองกำไร Q2/69 ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ก่อนฟื้นตัวตั้งแต่ Q3/69 คาดรายได้-กำไรฟื้นครึ่งปีหลัง รับแรงหนุนผู้ป่วยต่างชาติ พร้อมคงแนะนำ Overweight เลือก BH , PR9 เป็น Top Pick ของกลุ่ม ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดผลประกอบการกลุ่มโรงพยาบาล โดยเชื่อว่า กลุ่มโรงพยาบาลรายงานผลประกอบการต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 แล้ว แต่การฟื้นตัวหลังจากนี้ของโรงพยาบาลแต่ละแห่งน่าจะไม่เท่ากัน โดยคาดว่า BH และ PR9 จะมีผลการดำเนินงานดีกว่าคู่แข่ง เพราะมีสัดส่วนผู้ป่วยชาวต่างชาติสูงกว่า โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางและเมียนมา รวมถึงอุปสงค์สะสมที่อาจกลับมาหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ขณะที่ BDMS น่าจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์เช่นนี้ แต่โรงพยาบาลระดับกลางของ BDMS รวมถึง CGS และ RAM อาจยังต้องเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนตัวและการแข่งขันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม BCH , CHG และ RAM น่าจะได้ประโยชน์จากฐานที่ต่ำในไตรมาส 3/2569 ซึ่งอาจช่วยให้กำไรสุทธิไม่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับกำไรปกติรวมของโรงพยาบาล 6 แห่งที่เราทำการศึกษาลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ในไตรมาส 2/2569 แต่หากไม่รวม RAM ซึ่งเข้าซื้อ THG ในไตรมาส 3/2569 กำไรปกติรวมจะลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยในไตรมานี้ BDMS และ BCH ได้รับผลกระทบจากการที่รายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติลดลงและเศรษฐกิจไทยที่ซบเซา อย่างไรก็ตาม แม้เราเชื่อว่าไตรมาส 2/2569 น่าจะเป็นไตรมาสที่ผู้ประกอบการโรงพยาบาลมีผลประกอบการต่ำสุดแล้ว แต่การฟื้นตัวหลังจากนี้น่าจะไม่เท่ากัน เนื่องจากโรงพยาบาลระดับกลาง เช่น BCH , CHG และ RAM ยังคงเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนตัวและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากโรงพยาบาลภาครัฐ หากไม่รวม RAM เราพบว่ารายได้รวมของกลุ่มโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเพียง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ในไตรมาส 2/2569 ส่งผลให้รายได้รวมครึ่งปีแรก ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย BCH เป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาลเพียงรายเดียวที่มีรายได้ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะไม่มีผู้ป่วยจากกัมพูชาและผู้ป่วยจากคูเวตที่ได้รับเงินอุดหนุนค่ารักษาจากภาครัฐเข้ามาใช้บริการ ทั้งนี้ ปัจจัยลบที่กดดันรายได้นี้จะยังมีอยู่ในครึ่งปีหลัง แม้ฐานการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จะเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน อุปสงค์ในประเทศที่อ่อนตัวอและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากโรงพยาบาลรัฐทำให้อำนาจในการกำหนดราคาของโรงพยาบาลเอกชนลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของโรงพยาบาลทั้ง 6 แห่งลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และน่าอยู่ภายใต้แรงกดดันต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติไม่สูงนัก โดยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติสูง พร้อมคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มที่ Overweight และเลือก BH และ PR9 เป็น Top Pick โดยปัจจัยหนุนสำคัญ ได้แก่ การคลี่คลายของความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่เร็วกว่าคาด อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่อาจเพิ่มขึ้น รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยที่อาจยืดเยื้อ https://url.in.th/w-efin-stocknews |