สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 1 ก.ย. 69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.กรุงศรี | Buy | 3.50 บาท | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 3.30 บาท | บล.เอเซียพลัส | Trading | 3.20 บาท | บล.เคจีไอ | ถือ | 3.10 บาท | บล.ทรีนีตี้ | ถือ | 2.80 บาท | บล.บัวหลวง | ขาย | - |
ปัจจัยบวก +
+ มีมุมมองเป็นบวกเชิงกลยุทธ์ต่อธุรกิจ Wealth Management ในระยะกลางถึงยาว จากการรับโอนพอร์ตลูกค้ารายย่อยสกุลเงินบาทจาก DBSVT เข้ามายัง TTB Wealth (เดิมคือ TNS) ซึ่งช่วยขยายฐานลูกค้าในลักษณะ Asset-light ด้วยต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มเติมที่ต่ำมาก (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ) + เพิ่มโอกาสในการ Cross-sell ผลิตภัณฑ์ และต่อยอดโซลูชันการลงทุนระดับโลกจาก DBS เพื่อสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เสริมสร้างความต่อเนื่องของรายได้กลุ่ม Capital market (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ) + คาดการณ์ดีลนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ประมาณ 50 - 100 ล้านบาทต่อปี (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ) และอาจเพิ่มกำไรได้ราว 140 - 240 ล้านบาทต่อปีในระยะยาว หากมีการ Cross-selling และผสานการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ (บล.ทรีนีตี้) + คาด ROE ปี 2026-2027F ปรับเพิ่มขึ้น จากกำไรสุทธิปี 2026-2027F ที่คาดว่าจะเติบโต +3% y-y และ +1% y-y ตามลำดับ (บล.กรุงศรี) + การปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend payout) ปี 2026-2027F เป็น 70-75% ส่งผลให้ Dividend yield อยู่ในระดับสูงราว 6% ต่อปี (บล.กรุงศรี) + มีปัจจัยหนุนจากการเตรียมจ่ายเงินปันผลงวด 1H69 ที่ 0.081 บาทต่อหุ้น (Dividend yield 2.7%) ในวันที่ 7 ก.ย. 69 (บล.เอเซียพลัส) + มีแรงหนุนจากโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินคงเหลือ 1.4 หมื่นล้านบาท จนถึงปี 2028 (บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ) + รายได้จากธุรกิจ Wealth Management เติบโตแข็งแกร่งถึง 31% ในช่วง 1H69 คิดเป็นสัดส่วน 70% ของรายได้ค่าธรรมเนียมทั้งหมด (บล.เคจีไอ) ปัจจัยลบ - - คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2027 จะปรับลดลง 10% YoY ซึ่งได้รับแรงกดดันจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่ลดลง (บล.บัวหลวง) - ราคาหุ้นและ Valuation metrics ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคาร (บล.บัวหลวง) - ผลบวกต่อประมาณการกำไรสุทธิในระยะสั้นช่วงปี 2570–2571 ยังมีค่อนข้างจำกัดและเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.7% - 1.2% ของกำไรสุทธิ (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.ทรีนีตี้) - ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาได้สะท้อนข่าวความร่วมมือดังกล่าวไปมากแล้ว จนเหลือ Upside จำกัด (บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ) - ความเสี่ยงจากรายได้ที่อาจเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง, หนี้เสีย (NPLs) ที่อาจเพิ่มขึ้น และการต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น (บล.เคจีไอ) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |