สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 27-28 ต.ค.69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 330.00 บาท | บล.ลิเบอเรเตอร์ | ซื้อ | 322.00 บาท | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 300.00 บาท | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 298.00 บาท | บล.เอเซียพลัส | ทยอยซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว | 292.00 บาท | บล.ฟินันเซีย ไซรัส | ซื้อ | 290.00 บาท | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 282.00 บาท | บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) | TRADING | 255.00 บาท |
ปัจจัยบวก +
+ รายได้งวด 3Q26 เติบโตแข็งแกร่งอยู่ที่ 7.5 – 7.58 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 38 – 42.5% YoY, เพิ่มขึ้น 13.4 – 16.3% QoQ) หรือคิดเป็น 2,281 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้แรงหนุนหลักจากอุปสงค์สินค้ากลุ่ม AI data-centre, ระบบจัดการความร้อน (thermal management), โครงสร้างพื้นฐานระบบเครือข่าย และแอปพลิเคชันประมวลผลประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้กลุ่ม Power Electronics โต 50 – 55.1% YoY และกลุ่ม Infrastructure โต 44 – 49.6% YoY (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เอเซียพลัส, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ฟิลลิป) + แนวโน้มผลการดำเนินงานงวด 4Q26 คาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องทั้ง QoQ และ YoY โดยคำสั่งซื้อล่วงหน้าที่ค้างส่ง (backlog) ยังอยู่ในระดับสูงข้ามไปจนถึงไตรมาส 4 ทำให้ผลประกอบการมีโอกาสขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของปี หรือแตะระดับ 1 หมื่นล้านบาท (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย), บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ฟินันเซีย ไซรัส) + ปัญหาคอขวดในกระบวนการผลิตและข้อจำกัดด้านวัตถุดิบเริ่มคลี่คลายลง หลังการขยายกำลังการผลิตที่โรงงานแห่งใหม่และอาคารใหม่ 2 หลังในนิคมฯ บางปู ซึ่งจะทยอยเริ่มสร้างรายได้และช่วยให้ส่งมอบสินค้าได้ราบรื่นยิ่งขึ้น (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ฟินันเซีย ไซรัส) + การตั้งสำรองสินค้าคงคลังมีโอกาสปรับลดลงสู่ระดับปกติในไตรมาสถัดไป และเมื่อมีการทยอยส่งมอบสินค้าจะเกิดการกลับรายการค่าเผื่อสินค้าคงคลัง ซึ่งจะช่วยผลักดันให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) และกำไรกลับมาฟื้นตัวสูงกว่าระดับปกติ (บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป) + สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to sales) ในงวด 3Q26 ปรับลดลง QoQ เหลือ 16.9 – 17.0% (จากระดับ 17.3 – 17.4% ใน 2Q26) ได้รับแรงหนุนจากอัตราค่าลิขสิทธิ์ต่อยอดขายที่ลดลงเหลือ 7.4% เทียบกับ 8.2% ในไตรมาสก่อนหน้า (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป) + กำไรสุทธิ 3Q26 ยังคงรักษาการเติบโตได้ทั้ง YoY และ QoQ โดยอยู่ที่ระดับ 7.76 – 7.8 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 4 – 4.3% YoY, เพิ่มขึ้น 27.7 – 28% QoQ) และมีกำไรปกติ 9M69 อยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 37% YoY) รวมถึงมีรายการพิเศษสุทธิจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยนและเงินชดเชยทางการค้าเข้ามาช่วยเสริม 413 – 689 ล้านบาท (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เอเซียพลัส, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ฟิลลิป) + ได้รับ Sentiment เชิงบวกจากการฟื้นตัวระยะสั้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก และราคาหุ้นปัจจุบันปรับลดลงมาจนซื้อขายใกล้เคียงค่าเฉลี่ย P/E ในอดีต ซึ่งมองเป็นจังหวะในการเก็งกำไร Rebound หรือทยอยเข้าลงทุนรอบใหม่ (บล.บัวหลวง, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย), บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ฟินันเซีย ไซรัส) ปัจจัยลบ -
- กำไรสุทธิและกำไรหลักในงวด 3Q26 ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ 3 – 18% ส่งผลให้โบรกเกอร์บางแห่งปรับลดประมาณการกำไรหลักทั้งปี 2026 ลง 3 – 18% เหลือ 3.2 – 3.32 หมื่นล้านบาท และตลาดอาจมีการปรับลดประมาณการกำไรลงอีก 5 – 10% (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย), บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เอเซียพลัส, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ฟิลลิป) - อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ฟื้นตัวช้ากว่าคาด โดยทำได้เพียง 27.3 – 27.5% แม้จะขยับขึ้นเล็กน้อย QoQ แต่ยังลดลงเมื่อเทียบกับ 28.3 – 28.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองสินค้าคงคลังและค่าเผื่อสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 1.8 – 1.9 พันล้านบาท (คิดเป็นราว 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ของรายได้) ประกอบกับเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย), บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เอเซียพลัส, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ฟิลลิป) - ค่าใช้จ่ายด้านค่าสิทธิ (Royalty fee) และค่าใช้จ่ายดำเนินงานเมื่อเทียบ YoY ยังอยู่ในระดับสูง โดยอัตราค่าสิทธิเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.4% ของยอดขาย (คิดเป็น 5.61 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 102% YoY จาก 5.2% ใน 3Q25) ตามสัดส่วนการผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีของบริษัทแม่ในไต้หวันมากขึ้น รวมถึงมีต้นทุนค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายภาษีศุลกากรสหรัฐฯ และงบวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง (บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เอเซียพลัส, บล.ลิเบอเรเตอร์) - ยอดขายของผลิตภัณฑ์กลุ่ม Mobility ชะลอตัวลงสวนทางกับกลุ่มอื่น โดยยอดขายปรับตัวลดลง 19.3 – 23% YoY (บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์) - ความเสี่ยงเชิงลบในอนาคต ได้แก่ ภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ, ค่าลิขสิทธิ์จ่ายที่เป็นตัวเงินยังเพิ่มขึ้นตามยอดขาย AI, ส่วนแบ่งตลาดในผลิตภัณฑ์ 800VDC รวมถึงความผันผวนและความกังวลต่อการเติบโตของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.ลิเบอเรเตอร์) |