บริษัทจัดอันดับเครดิตระดับโลก 'Standard and Poor Global Rating' (S&P) เชื่อว่าการที่ประเทศเอลซัลวาดอร์นำ Bitcoin เข้ามาเป็นเงินตราตามกฎหมาย จะเป็นการส่งผลเสียต่อเครดิตประเทศ จากรายงานของสำนักข่าว Reuters ในวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ทาง S&P กล่าวว่าปัจจัยหลักคือการที่กฎหมายดังกล่าวจะเข้ามาลดโอกาสในการได้รับเงินกู้ 1 พันล้านดอลลาร์จาก IMF, เพิ่มช่องโหว่ทางการเงิน และอาจสร้างความเสียหายให้กับธนาคารจากเรื่องความแตกต่างของสกุลเงินเมื่อมีการปล่อยกู้ “ความเสี่ยงที่ตามมาจากการนำ Bitcoin เข้ามาเป็นเงินตราตามกฎหมายของเอลซัลวาดอร์นั้นดูเหมือนมีมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับกลับไป” S&P ระบุ และถึงขนาดกล่าวว่า “จะส่งผลกระทบเชิงลบในทันที” ซึ่งในขณะนี้ประเทศเอลซัลวาดอร์ได้รับการจัดอันดับจาก S&P ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2561 อยู่ที่ B- และจาก Fitch Rating ในปี 2563 อยู่ที่ B- เช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสองสำนักได้จัดคะแนนก่อนหน้าที่ประเทศเอลซัลวาดอร์จะมีข่าวการนำ Bitcoin เข้ามาเป็นเงินตราตามกฎหมาย แต่กับอีกสำนักอย่าง Moody’s Rating ได้มีการจัดอันดับครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม (หลังมีข่าวเรื่อง Bitcoin) ก็ให้คะแนนเอลซัลวาดอร์อยู่ที่ Caa1 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า B- อยู่ 1 ระดับ รวมไปถึงหลังจากที่เอลซัลวาดอร์ประกาศให้ Bitcoin เป็นเงินตราตามกฎหมายอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้าน Bitcoin ออกมาชุมนุมอยู่เสมอ และก็ยังดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดถึงขนาดมีการเผาตู้ ATM บิตคอยน์ใจกลางเมืองหลวงกรุงซานซัลวาดอร์ โดยกลุ่มต่อต้านมองว่า Bitcoin นั้นมีความผันผวนสูง, ส่งผลร้ายต่อระบบการเงิน และเป็นเครื่องมือช่วยในการคอรัปชัน ตรงกันข้ามกับประธานาธิบดีอย่าง Nayib Bukele ที่ต้องการนำ Bitcoin เข้ามาแก้ปัญหาทางการเงินภายในประเทศ อย่างเช่นการลดค่าใช้จ่ายในการโอนเงินข้ามประเทศของประชาชน และการช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคาร โดยทางประธานาธิบดี Nayib Bukele ก็ได้มีการซื้อ Bitcoin เข้ามาสร้างสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอยู่เสมอ ที่มา: Reuters, Cointelegraph, Trading Economics |