SCC คาดครึ่งปีหลังราคาพลังงานผันผวนสูง รับความเสี่ยงจากตะวันออกกลางมากกว่าช่วงครึ่งปีแรก เร่งปรับตัวและจัดหาแหล่งวัตถุดิบนอกช่องแคบฮอร์มุซรองรับ คงเป้างบลงทุนปีนี้ 30,000 ล้านบาท ใช้ลงทุนในธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างเป็นหลัก ส่วนโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ในเวียดนามคืบหน้าแล้ว 60% พร้อมคาดช่วยลดต้นทุนลงราว 200-300 ล้านดอลลาร์ต่อปี นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยในงาน Earnings Call โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้
ประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าสถานการณ์ธุรกิจปิโตรเคมีจะกลับมาบาลานซ์มากขึ้น จากที่กำลังการผลิตที่เกินความต้องการมานาน ซึ่งเชื่อว่าความเปราะบางของสันติภาพในตะวันออกกลางยังคงอยู่ จึงทำให้ผู้ประกอบการทุกคนไม่ได้หวังพึ่งช่องแคบฮอร์มุซ เพราะไม่รู้จะจบลงเมื่อไหร่และมีการกระจายหาแหล่งวัตถุดิบนอกช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้น "มองความเสี่ยงในตะวันออกกลางยังสูงกว่าช่วงครึ่งปีแรกของปี เพราะนอกจากช่องแคบฮอร์มุซแล้วตอนนี้ยังมีความพยายามปิดทะเลแดงอีกด้วย ซึ่งสะท้อนว่าสถานการณ์กำลังขยายวงออก ซึ่งถือว่าน่าวิตกกังวล เพียงแต่ว่าผู้ผลิตต่างๆรู้แล้วว่าหากไม่ต้องพึ่งตะวันออกกลางหรือช่องแคบฮอร์มุซแล้วจะทำยังไง จึงทำให้ขยับขยายออกมาได้พอสมควร" นายธรรมศักดิ์ กล่าว ทั้งนี้คาดว่าราคาพลังงานจะยังคงผันผวนสูง ซึ่งส่วนต่างของราคา HDPE ปรับตัวจาก 300 ดอลลาร์ต่อตัน เป็น 400 ดอลลาร์ต่อตัน ภายในหนึ่งสัปดาห์ เป็นต้น ประกอบกับสภาวะซูเปอร์เอลนีโญที่เข้ามาที่เกี่ยวเนื่องกับซัพพลายด้านอาหาร การใช้พลังงาน รวมถึงการปรับตัวเพื่อให้อยู่กับซูเปอร์เอลนีโญได้ ซึ่งตรงนี้ก็จะมีผลกระทบและเห็นการปรับตัวของด้าน Supply Chain ขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว โดยคาดว่าจะขยายตัวราว 2.5-3% แม้มีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมชิป แต่ยังมีปัจจัยลบอื่นๆที่กดดันการเติบโต ส่วนภูมิภาคอาเซียนยังมีแนวโน้มเติบโตในระดับ 5–6% โดยเฉพาะเวียดนามที่มีโอกาสขยายตัวมากกว่า 6% จากแรงขับเคลื่อนของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน คงงบลงทุนปีนี้ 30,000 ล้านบาท หลังจากในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้มีรายจ่ายเงินลงทุนไปแล้ว 11,064 ล้านบาท โดยหลักๆอยู่ในกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง อาทิ โครงการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และอีกส่วนเป็นของเงินทุนในธุรกิจเคมิคอลส์ที่มีโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ในประเทศเวียดนาม
ส่วนกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์คาดต้องปรับตัวรวดเร็วและต้องแม่นยำ หลังจากในช่วงไตรมาส 2/69 การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซที่ลดน้อยลง ทำให้ขนส่งวัตถุดิบ (Feedstock) และเม็ดพลาสติกส์หายไปจากตลาด ส่วนด้านต้นทุนด้านราคาแนฟทาตอนนี้ปรับตัวขึ้นไประดับ 600 - 1,000 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้การปรับราคาขายที่ปกติปรับกันเป็นเดือน แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้วต้องปรับเป็นอาทิตย์หรือบางช่วงเรียกว่าอยากจะปรับทุกวันเลย ส่วนความคืบหน้าโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ในประเทศเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างถังเก็บก๊าซฯไปแล้วกว่า 60% ซึ่งหากแล้วเสร็จคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนได้ 200-300 ล้านดอลลาร์ต่อปี อย่างไรก็ตามตอนนี้บริษัทได้หยุดเดินเครื่องของโรงงาน LSP ไว้ เพราะ Feedstock ที่ไม่เพียงพอและเร่งการเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนแทน เพื่อช่วยลดการพึ่งพา Feedstock จากช่องแคบฮอร์มุซและได้ต้นทุนวัตถุดิบที่มีราคาถูกกว่าแนฟทา ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |