สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 21-22 ต.ค. 69 บริษัทหลักทรัพย์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 309.00 | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 285.00 | บล.ดาโอ | ซื้อ | 270.00 | บล.พาย | ซื้อ | 270.00 | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล | Add. | 262.00 | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 261.00 | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 259.00 | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อเมื่ออ่อนตัว | 233.00 | บล.บัวหลวง | ซื้อ | - |
สรุปปัจจัยบวก +
+ กำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ทำได้ในระดับ 1.27 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้หรือดีกว่าคาดการณ์เล็กน้อย (บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้) + แนวโน้มกำไรสุทธิปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินกรอบกำไรไว้ที่ 5.13 - 5.33 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 3% - 7.6% YoY (บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ทรีนีตี้) + พอร์ตสินเชื่อรวมมีแนวโน้มขยายตัวได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 0-2% โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากการเติบโตของกลุ่มสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.พาย) + รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิมีโอกาสเติบโตตามเป้าหมาย (Mid to High Single digit) โดยเฉพาะการเติบโตที่โดดเด่นในกลุ่มธุรกิจ Wealth Management และธุรกิจประกัน (บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ, บล.พาย) + คุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ดี โดยสัดส่วน NPL ทรงตัวอยู่ในกรอบ 3.18% - 3.6% (บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.พาย) + อัตราส่วนสำรองต่อหนี้สูญ (Coverage Ratio) ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 168% - 178% ซึ่งสะท้อนถึงการตั้งระดับกันชนรองรับความเสี่ยงที่แข็งแกร่งขึ้น (บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.พาย) + การควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยส่งผลให้ Cost to income ratio ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 42% ในช่วงไตรมาส 3/69 (บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.พาย) + ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับที่จูงใจสูงถึงราว 5% - 6.9% ต่อปี และมีโอกาสที่ธนาคารจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลพิเศษเพิ่มเติม (บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ทรีนีตี้) สรุปปัจจัยลบ - - ผลกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 อ่อนตัวลงเล็กน้อยราว 2% - 3.4% YoY และ 4% QoQ โดยถูกกดดันจากการลดลงของกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน/เงินลงทุน และการชะลอตัวของรายได้ค่าธรรมเนียม (บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ทรีนีตี้) - ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เผชิญแรงกดดันและมีแนวโน้มลดลง โดยในไตรมาส 3/69 ปรับตัวลดลง 2 bps มาอยู่ที่ระดับ 2.90% ซึ่งเป็นผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและการใช้กลยุทธ์เน้นปล่อยสินเชื่อความเสี่ยงต่ำ (บล.เอเซียพลัส, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป) - รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก โดยรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิลดลงราว 5% QoQ จากภาวะตลาดทุนที่ผันผวนและการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ของ ธปท. (บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้) - ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ในช่วงไตรมาส 4/69 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามปัจจัยด้านฤดูกาล ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยกดดันให้กำไรสุทธิปรับลดลง QoQ (บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย, บล.ทรีนีตี้) - ธนาคารยังคงต้องตั้งค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ในระดับที่สูงกว่าคาดการณ์ เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจ รวมถึงการตั้งสำรองส่วนเกินเพื่อรองรับความเสี่ยงจากผลกระทบของเหตุการณ์น้ำท่วม (บล.ดาโอ, บล.ทรีนีตี้) |