TFM วางเป้ารายได้แตะ 10,000 ลบ.ในปี 73 ขยายตลาดอินโดนีเซีย ตั้งเป้าติด Top 3 ธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ เพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศ 50% ปรับลดเป้ารายได้ปีนี้โต 5-7% รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ต้นทุนปลาป่น แต่ยังลุยลงทุน 680 ลบ.สร้างโรงงานใหม่ในเอกวาดอร์ นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยในงาน "Earnings Call" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้ วางเป้าหมายเพิ่มรายได้สู่ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 จากเป้าหมายรายได้ปี 2568 ที่ 6,035 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซีย เพื่อผลักดันสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2573 กลยุทธ์การเติบโตในประเทศไทยจะมุ่งรักษาความเป็นผู้นำในตลาดอาหารปลากะพงและอาหารกบ รวมถึงรักษาอันดับ 2 ในตลาดอาหารกุ้ง พร้อมขยายธุรกิจสู่อาหารปลาน้ำจืด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในตลาดภายในประเทศ TFM ตั้งเป้าขึ้นเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ 1 ใน 3 ของตลาดอินโดนีเซียภายในปี 2573 โดยอยู่ระหว่างแผนขยายกำลังการผลิต เพิ่มช่องทางจำหน่าย และขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศดังกล่าว บริษัทมีแผนเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 50% ของรายได้รวมภายในปี 2573 ผ่านการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อขยายเข้าสู่ตลาดใหม่และเพิ่มการเจาะตลาดเดิมให้ลึกยิ่งขึ้น ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว TFM ให้ความสำคัญกับ 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การรักษาคุณภาพอาหารสัตว์ให้มีความสม่ำเสมอ การทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว หั่นเป้ารายได้ปีนี้เหลือโต 5-7% ทุ่ม 680 ลบ.สร้างโรงงานใหม่ในเอกวาดอร์ ปรับประมาณการผลการดำเนินงานปี 2569 คาดว่ารายได้จะเติบโต 5-7% จากปีก่อน ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ 8-10% สะท้อนการดำเนินธุรกิจภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย แม้ธุรกิจหลักยังได้รับแรงหนุนจากอาหารกุ้งและอาหารสัตว์บกในประเทศไทย คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะอยู่ที่ 17-19% ลดลงจากเป้าหมายเดิม 18-20% หลังราคาปลาป่นปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะยังรักษาระดับอัตรากำไรให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีได้ จากประสิทธิภาพการผลิตที่แข็งแกร่ง การบริหารสัดส่วนผลิตภัณฑ์ การควบคุมต้นทุนการผลิต และการบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) คาดว่าจะอยู่ที่ 8-10% ของยอดขาย โดยบริษัทเดินหน้ามาตรการลดต้นทุนเพิ่มเติม เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านการขายและการตลาด ซึ่งจำเป็นต่อการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะต่อไป งบลงทุนปี 2569 วางไว้ที่ 680 ล้านบาท โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่จะใช้ก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในประเทศเอกวาดอร์ ขณะที่ส่วนที่เหลือจะนำไปใช้พัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน ปรับปรุงเครื่องจักร และสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของบริษัท อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |