ในช่วงต้นปี 65 ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จนดัชนีเข้าใกล้ระดับ 1,700 จุด "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"ได้สำรวจกลยุทธ์จัดพอร์ตอย่างไร เมื่ออัพไซด์ช่วงต้นปีเริ่มจำกัด นักวิเคราะห์มองใน 2 เดือนแรกปีนี้ น่าจะเห็นดัชนี 1,700-1,740 จุด พร้อมแนะขายทำกำไรบางส่วนที่ระดับดังกล่าว และเข้าซื้อหุ้นที่ราคายัง Laggard *** ยูโอบีฯ คาด 2 เดือนแรก ได้เห็น 1,700-1,740 จุด
นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า มองภาพตลาดหุ้นไทยต้นปี 65 เป็นบวก เพราะถ้อยแถลงของประธานเฟด ชี้ว่าระหว่างนี้จนถึงก่อนประชุมเดือนมี.ค.เฟดจะไม่ดำเนินนโยบายทางการเงินที่ตึงตัว ที่จะกระทบต่อตลาดหุ้นรุนแรง จึงมองตลาดหุ้น 2 เดือนแรกของปีนี้เป็นบวกต่อการเก็งกำไร ให้เป้าดัชนีวันนี้ 1,667-1,690 จุด และคาดว่าในช่วง 2 เดือนนี้จะได้เห็น 1,700 จุด *** แนะแบ่งขายทำกำไร ถือบางส่วนที่ราคาขึ้นน้อยกว่าตลาด นายกิจพล กล่าวว่า มองว่าในโซน 1,700-1,740 จุด เป็นจุดที่อัพไซด์(upside) ตลาดเหลือน้อย ถ้าหุ้นที่ถืออยู่ราคาปรับขึ้นเยอะแล้ว แนะนำให้แบ่งขายทำกำไร และเลือกถือบางส่วนที่ราคายังปรับขึ้นน้อยกว่าตลาด "ตลาดอย่างน้อย 2 เดือนแรกของปีนี้ เลือกเก็งกำไรได้ โดยไม่ต้องกังวลเฟด มอง 1,700 จุด ใน 2 เดือนแรกนี้น่าจะได้เห็น" นายกิจพล กล่าว
*** แจกหุ้น Laggard อัพไซด์สูง นายกิจพล กล่าวว่า สำหรับหุ้นที่แนะนำเก็งกำไร ราคายัง Laggard ได้แก่ กลุ่มการเงิน TIDLOR ราคาเป้าหมาย 53 บาท ,SAWAD เป้า 75 บาท, MTC เป้า 71 บาท ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะถูกเก็งกำไรขึ้นมา กลุ่มธนาคารก็น่าสนใจ แต่ผลประกอบการไตรมาส 4/64 ที่จะประกาศออกมาคาดว่าจะอ่อนแอ แต่จะฟื้นตัวดีในไตรมาส 1/65 จึงแนะนำรอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว ส่วนหุ้นที่แนวโน้มผลประกอบการเด่นในอนาคต IVL เป้า 65 บาท,BANPU เป้า 14.40 บาท และ PTTEP เป้า 145 บาท ขณะที่หุ้นขนาดกลาง ขนาดเล็กที่น่าสนใจ พวกหุ้น IPO ที่เข้าตลาดใน 1-2 ปีที่ผ่านมา ทิศทางผลประกอบการปีนี้จะฟื้นตัวดี ราคายังน่าสนใจ ได้แก่ ONEE แนะนำในเชิงกลยุทธ์ ราคาเชิงกลยุทธ์ที่ 13.50 บาท,IND ราคาเชิงกลยุทธ์ 2.50 บาท และ ASW ราคาเชิงกลยุทธ์ 9.50 บาท *** โนมูระฯ ลุ้นรอบนี้เบรก 1,700 จุด นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า มองดัชนีรอบนี้ 1,680 จุด และเบรกผ่าน 1,700 จุดได้ หุ้นที่ราคายัง Laggard ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้าน่าจะนำตลาดขึ้นมา แนะนำ BCPG เป้าหมาย 19.60 บาท,กลุ่มประกัน BLA เป้า 50 บาท และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ราคาปรับลงมา และคาดว่าจะฟื้นตัวได้ดี แนะ KCE เป้า 97 บาท *** ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี คัดหุ้นการเติบโตของผลกำไรปีนี้สูง
บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ระบุจากฐานข้อมูลของ Bloomberg consensus ได้ทำ Equity screening โดยใช้เกณฑ์ PEG (Price to earnings/Growth) มาเป็นเกณฑ์หลักในการเลือกหุ้นที่มีการเติบโตของผลกำไรในปีนี้สูง แม้ว่าระดับของ PER จะสูงไปบ้าง แต่เมื่อวิเคราะห์ในแบบ Growth investing ที่ใช้อัตราส่วนทางการเงิน PEG จะได้หุ้นที่น่าสนใจประกอบไปด้วย SPRC มี upside 9% จากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 11.51 บาท, RAM มี upside 28% จากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 48.40 บาท ,TOP มี upside 17% จากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 60.58 บาท , ORI มี upside 19% จากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 13.37 บาท , PTTEP มี upside 14% จากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 141.22 บาท,BCH มี upside 32% จากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 26.07 บาท AP มี upside 13% จากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 10.62 บาท , SSP(PEG มี upside 35% จากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 16.42 บาท ,KCE มี upside 22% จากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 103.29 บาท ,BBL มี upside 20% จากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 151.33 บาท,KBANK มี upside 13% จากราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 161.91 บาท และ SPALI มี upside 18% จากราคาเป้าหมาฆยเฉลี่ยที่ 25.80 บาท *** หวั่นเก็บภาษีขายหุ้น กระทบหุ้นกลาง-เล็ก mai แผ่ว
บล.เอเซียพลัส ระบุ กรณีภาครัฐเตรียมพิจารณากลับมาเก็บภาษีขายหุ้น ซึ่งหากภาครัฐกลับจัดเก็บภาษีจริง ASPS คาดว่าจะส่งผลกระทบตลาดฯ ดังนี้ 1. มูลค่าการซื้อขายหดตัวลง โดยเฉพาะจากนักลงทุนรายย่อยที่มีสัดส่วนในการซื้อขายสูงถึง 49% สังเกตจากโครงสร้างมูลค่าซื้อขายรายปีที่สัดส่วนนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดอยู่ระดับ 43.9% ซึ่งหากนักลงทุนรายย่อยโดนผลกระทบ ส่งผลให้หุ้นขนาดเล็กมีความน่าสนใจน้อยลงตามลำดับ เนื่องจากเป็นเป้าหมายของนักลงทุนรายย่อยอยู่แล้ว 2. หุ้นขนาดเล็กขึ้นมาแรงมากในปีที่ผ่านมา มีโอกาสถูกขายทำกำไรช่วงเวลาที่สภาพคล่องในระบบการเงินลดลงเช่นเดียวกับในอดีต เนื่องจากสภาพคล่องที่ล้นระบบ หนุน MAI Index ในปีที่แล้วปรับขึ้นแรงกว่า 73% ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่อย่าง SET50 Index ขึ้นเพียง 8.8% ซึ่งสอดคล้องกับในอดีตช่วงปี 57 สภาพคล่องล้นระบบ MAI ก็ขึ้นแรงเช่นกัน แต่หลังจากนั้น ช่วงที่นโยบายการเงินโลกตึงตัวมากขึ้น หุ้นขนาดเล็กเริ่ม Underperform แต่หุ้นขนาดใหญ่จะกลับมา Outperform แทน สรุปคือ หากรัฐปฏิบัติจริงถือว่ากดดันตลาดหุ้นให้ผันผวน ทั้งในมุมผลตอบแทนและมูลค่าซื้อขายที่ลดลง โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กที่ขึ้นมาร้อนแรงและไม่มีพื้นฐานรองรับ ดังนั้น กลยุทธ์ในวันนี้เน้นสะสมหุ้นพื้นฐานดีขนาดใหญ่ แนะนำ KBANK (ได้ประโยชน์นโยบายการเงินตึงตัว) , STEC (ราคา Laggard และมี Backlog รองรับ), IVL (เป็นกลุ่มหุ้นที่ Outperform ในช่วงนี้ และผลประกอบการงวด 4Q64 เติบโตเด่นกว่าในอดีต) เป็น Top picks |