TOP เปิดงบ Q2/69 มีกำไร 8,284 ลบ. โต 28%YoY มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 30,623 ล้านบาท ตามราคานํ้ามันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผล 6 เดือนมีกำไร 27,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 178% แต่ยังรับรู้ขาดทุนจากสต๊อกนํ้ามัน 2,933 ลบ. นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2/69 มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และ ค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เท่ากับ 8,915 ล้านบาท และเมื่อหักค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 8,284 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 3.71 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 28% เทียบช่วงเดียวกันปี 68 (YoY) แต่ลดลง 11,197 ล้านบาทจากไตรมาส 1/69 และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 27,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 178%
กลุ่มไทยออยล์ชี้แจงในคำอธิบายงบการเงินว่า ใน Q2/69 มีปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของกลุ่มลดลง จากการปิดซ่อมบํารุงหน่วยกลั่นนํ้ามันดิบตามแผน ขณะที่มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 30,623 ล้านบาท ตามราคานํ้ามันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยกลุ่มไทยออยล์มีกําไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกนํ้ามันเพิ่มขึ้น 16.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจาก Q2/68 จากค่าการกลั่นปรับเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคานํ้ามันอากาศยาน/นํ้ามันก๊าด และนํ้ามันดีเซลกับนํ้ามันดิบดูไบที่ปรับสูงขึ้น จากภาวะอุปทานที่ตึงตัว อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึง กําไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตสาร Linear Alkyl Benzene (LAB) และ กําไรขั้นต้นของธุรกิจผลิตนํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐานปรับเพิ่มสูงขึ้น ส่วนกําไรขั้นต้นของธุรกิจอะโรเมติกส์ปรับลดลง กลุ่มไทยออยล์รับรู้ขาดทุนจากสต๊อกนํ้ามันสุทธิจากการกลับรายการมูลค่าสินค้าคงเหลือนํ้ามันดิบและนํ้ามันสําเร็จรูปเพิ่มขึ้น 2,933 ล้านบาท ประกอบกับขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงเพิ่มขึ้น 6,466 ล้านบาท จากปัจจัยข้างต้น ส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้น 7,637 ล้านบาท ทั้งนี้กลุ่มไทยออยล์รับรู้กําไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงินเพิ่มขึ้น 5,674 ล้านบาท ขณะที่รับรู้กําไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ลดลง 2,485 ล้านบาท ส่งผลให้ใน Q2/69 กลุ่มไทยออยล์มีกําไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1,808 ล้านบาทจาก Q2/68 จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ส่งผลให้ช่องแคบ ฮอร์มุซปิดชั่วคราว กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 20% ของอุปทานโลก ไทยออยล์จึงปรับกลยุทธ์การจัดหาน้ำมันดิบอย่างทันท่วงที โดยลดการพึ่งพาจากตะวันออกกลางและกระจายแหล่งจัดหามากขึ้น โดยใน ไตรมาส 2 ไทยออยล์จัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอยู่ที่ 59% จากทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริการวมกัน 32% จากภายในประเทศ 7% และจากตะวันออกไกล 2% พร้อมรักษาอัตราการกลั่นของโรงกลั่นในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วง เดือนมีนาคม–เดือนพฤษภาคม 69 ก่อนจะปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายนหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทยอยกลับมา น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางออกสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงในช่วงปลายไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม น้ำมันดิบที่ใช้ในการผลิตจะต้องจัดซื้อล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน โดยน้ำมันดิบที่ใช้ในการผลิตในไตรมาส 2 จะเป็นน้ำมันดิบที่จัดซื้อในช่วงเดือนเมษายน - เดือนพฤษภาคม ซึ่งราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูงขณะที่ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายน จึงรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) จำนวน 10,741 ล้านบาท หรือ 12.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน จำนวน 6,476 ล้านบาท ส่งผลให้ แนวโน้มในช่วงไตรมาส 3/69 คาดว่าสถานการณ์ตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน
1. การรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 69 จากการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง หากสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันดิบปรับลดลง อาจจะรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 69 2. สภาพคล่องและกระแสเงินสดลดลงจากการให้ความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน การปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น ตามมติ กบง. ลง 1.4 –2.4 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 69 และเงินชดเชยคงค้างจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 10,800 ล้านบาท และคาดว่าจะทำให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 320 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ต้นทุนดังกล่าวเป็นผลจากการปฏิบัติตามมาตรการภาครัฐ มิใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และ ไม่ได้ผลักภาระดังกล่าวไปยังราคาน้ำมันสำเร็จรูป 3.ความผันผวนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป จากอุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มอ่อนตัว ส่งผลให้สินค้าคงคลังและต้นทุนจัดเก็บเพิ่มขึ้น และอาจต้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคาที่ลดลงตามแนวโน้มราคาตลาดล่วงหน้า (Forward Price) รวมถึงปรับลดกำลังการผลิต ซึ่งอาจกระทบต่อการผลิตน้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์อื่นและวัตถุดิบสำคัญ เช่น ก๊าซหุงต้ม แนฟทา กำมะถัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีบางชนิด ตลอดจนความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ความสำเร็จของการขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อการเติบโตในอนาคต
1.ดำเนินงานเชิงรุก เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไปยังทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกา ควบคู่กับการใช้คลังน้ำมันดิบลอยน้ำ (Floating Storage) และการจัดหาถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม เพื่อรักษาความต่อเนื่องการผลิตและการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ 2.เร่งดำเนินการโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) อย่างต่อเนื่องตามแผนงาน เพื่อรองรับการทดลองเดินเครื่องจักรของกลุ่มหน่วยกลั่นน้ำมันดิบใหม่ในปี 70 และการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ของโครงการในไตรมาสที่ 3 ปี 71 โดยคาดว่าโครงการจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงการก่อสร้างกว่า 20,000 คน สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองคาดการณ์งบการเงินจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ดังนี้ ที่มา : บล.กรุงศรี, บล.เอเซียพลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) บล.กรุงศรี ประเมินงบ Q2/69 ที่ 17.0 พันล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 65.00 บาท ) บล.เอเซียพลัส ประเมินงบ Q2/69 ที่ 8.5 พันล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 68.00 บาท ) บล.ทรีนีตี้ ประเมินงบ Q2/69 ที่ 7.8 พันล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 61.00 บาท ) บล.ยูโอบีเคย์เฮียน ประเมินงบ Q2/69 ที่ 7.52 พันล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 66.00 บาท ) บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ประเมินงบ Q2/69 ที่ 7.50 พันล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 60.00 บาท ) บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) ประเมินงบ Q2/69 ที่ 7.1 พันล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 70.00 บาท )
|