สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า อิหร่านยิงขีปนาวุธมากกว่า 180 ลูก เข้าโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่ ขณะที่ประชาชนหลายล้านคนเร่งอพยพไปยังที่พักพิง ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์อาจลุกลามไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ ด้านราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งกว่า 5% เมื่อคืนที่ผ่านมา ด้านสำนักข่าวอัลจาซีราห์ เผยว่า เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในช่วงค่ำ ขณะที่อิหร่านยิงขีปนาวุธเข้าใส่เมืองใหญ่และอีกหลายเมืองในพื้นที่ตอนกลางและตอนใต้ของอิสราเอล กองทัพอิสราเอลกล่าวว่า ขีปนาวุธส่วนใหญ่ถูกสกัดด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ โดยมีการโจมตีเข้าเป้าเพียงเล็กน้อย พร้อมกับเตือนอิหร่านผลที่ตามมา ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน หรือ IRGC (Iran’s Revolutionary Guard Corps) กล่าวว่า 90% ของขีปนาวุธที่ยิงออกไปนั้นตกใส่เป้าหมาย 
ด้านเจค ซัลลิแวน (Jake Sullivan) ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรอื่น ๆ ของอิสราเอล เพื่อยิงสกัดขีปนาวุธดังกล่าว โดยสหรัฐฯ ได้ส่งเรือพิฆาตเข้าร่วมกับหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลในการยิงสกัดขีปนาวุธในครั้งนี้ กองกำลัง IRGC ระบุว่า การโจมตีในครั้งนี้เป็นการตอบโต้หลังเหตุสังหารผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และฮามาส ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน รวมถึงนายพลระดับสูงของอิหร่านด้วย โดย IRGC ออกมาระบุภายหลังว่า การโจมตีในครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ฐานทัพสามแห่งในเมืองเทลอาวีฟของอิสราเอล ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้หารือกับอิสราเอลเพื่อตอบโต้ ขณะที่เลขาธิการสหประชาชาติออกมาประณาม และเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างในตะวันออกกลาง ซึ่งจะต้องมีการหยุดยิงอย่างเด็ดขาด การโจมตีด้วยขีปนาวุธดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังกองทหารอิสราเอลเริ่มบุกเข้าพื้นที่ทางตอนใต้ของเพื่อทำลายสิ่งที่กองทัพอิสราเอลเรียกว่าเป็น “เป้าหมายการก่อการร้ายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์” ในหมู่บ้านบริเวณชายแดน ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อผู้ที่อยู่ทางตอนเหนือของอิสราเอล ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออกมาประกาศหลังการโจมตีดังกล่าวว่า สัญญาว่าศัตรูตัวฉกาจอย่างอิหร่านจะต้องชดใช้จากการโจมตีที่เกิดขึ้นกับอิสราเอล ขณะที่อิหร่านกล่าวว่า การตอบโต้ด้วยวิธีใดก็ตาม จะต้องเผชิญกับการทำลายล้างครั้งใหญ่ และยังกล่าวด้วยว่า การแทรกแซงโดยตรงของผู้ที่สนับสนุนอิสราเอล อาจทำให้อิหร่าน "โจมตีฐานที่มั่นและผลประโยชน์" ของบุคคลเหล่านั้นในภูมิภาคอย่างรุนแรงได้ ที่มา BBC, Aljazeera และ Reuters |