ทันทีที่สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนปะทุขึ้น สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้สำรวจความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อให้ช่วยประเมินผลกระทบที่มีต่อ เศรษฐกิจไทย-ตลาดหุ้น-ทองคำ ว่ามีผลกระทบอย่างไร โดยผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ *** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองรุนแรงกว่าคาด หวั่นกระทบราคาน้ำมัน-เงินเฟ้อ นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงกรณีที่ ‘ปูติน’ ประกาศเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในยูเครนว่า ยอมรับว่าสถานการณ์การส่งทหารของรัสเซียเข้าไปในยูเครน ถือว่ามากกว่าที่ประเมินไว้ในตอนแรก เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะเกิดการปะทะกันในระดับไหน เนื่องจากในช่วงก่อนหน้านั้น ประเมินว่า ขอบเขตน่าจะจำกัด แต่ในครั้งนี้มองว่า ความเสี่ยงเปิดมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องติดตามข่าวเป็นรายวัน อย่างไรก็ตาม มองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่น่าจะลากยาว แต่ผลกระทบจากสถานการณ์ในครั้งนี้ มันอาจจะลากยาว โดยเฉพาะในเรื่องราคาพลังงาน ในมุมของเศรษฐกิจไทยนั้น มองว่า ภายหลังจากเมื่อวานนี้มีการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกในหลายประเทศ โดยเฉพาะเยอรมันได้สั่งระงับท่อส่งก๊าซ น่าจะทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับสูง และส่งผลกระทบต่อไทยเป็นลำดับต้นๆ เพราะในขณะนี้ไทยยังเผชิญอยู่กับเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูง ส่วนจะมีผลต่อการปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้หรือไม่นั้น ยังต้องติดตามในหลายปัจจัย โดยปัจจุบันคาดการณ์จีดีพีไว้ที่ 3.7% ส่วนราคาน้ำมัน ยอมรับว่า มีโอกาสสูงที่ราคาน้ำมันเบรนท์จะแตะไปสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ เนื่องจากสถานการณ์ที่งวดเข้ามา ซึ่งราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ก็น่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาวะที่กำลังฟื้นตัวด้วย *** CIMBT มองกระทบระยะสั้น จับตาน้ำมัน 100-120 ดอลล์ นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT มองว่า ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย ยูเครนและชาติตะวันตกโดยเฉพาะยุโรป จะสร้างผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น ทั้งเรื่องเงินเฟ้อที่อาจทำให้ราคาพลังงานในส่วนของน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นได้ อาจขึ้นไปที่ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และถ้ายืดเยื้อจะทำให้ในไตรมาส 2 ปีนี้ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นอีก แต่เชื่อว่าประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน(โอเปก)จะเพิ่มกำลังการผลิต ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง นอกจากนี้อาจกระทบกับการส่งออก แต่ไม่ได้มากเพราะไทยส่งออกสินค้าไปรัสเซียไม่มาก แต่ถ้าปัญหาครั้งนี้ทำให้ยุโรปเกิดหยุดชะงักของเศรษฐกิจจะทำให้กระทบการส่งออกไทยไปยุโรปได้ และส่วนการท่องเที่ยวก็อาจถูกกระทบในส่วนนักท่องเที่ยวจากยุโรป แต่นักท่องเที่ยวรัสเซียไม่ได้มากอยู่แล้ว “หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะกระทบราคาน้ำมันสูงและนำไปสู่เงินเฟ้อที่สูงขึ้นได้ บวกกับต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ก็จะเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าจะเป็นเพียงระยะสั้นและไม่กระทบต่อเศรษฐกิจโลก และหวังว่าจะไม่ลุกลามไปกระทบเศรษฐกิจของยุโรป”นายอมรเทพ กล่าว *** BBL มองเกิดผลกระทบต่อตลาดการเงิน-ค่าเงินผันผวน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL มองว่า ในเวลานี้จะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะเราเริ่มเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินโลกในขณะนี้ โดยล่าสุด เช่น ราคาน้ำมันเบรนท์ BRENT ได้ทะลุ 100 ดอลลาร์ไปเรียบร้อยแล้ว ราคาทองคำ ใกล้แตะ 1,950 ดอลลาร์ ราคาหุ้นต่างๆ ปรับลดลงต่างๆ พอสมควร ค่าเงินสหรัฐปรับแข็งค่า ทุกอย่างสะท้อนว่า แม้ว่าไทยจะอยู่ห่างจากยูเครน แต่ผลกระทบทางการเงินน่าจะเข้ามาถึงไทย โดยในวันนี้ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้า ตกลงมา 20 จุด สะท้อนว่า โลกที่ไร้พรมแดน ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง อย่างรัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมัน คิดเป็น 10% ของตลาดโลก เป็นคนผลิตพาราเดียม นิกเกิล และอื่นๆ และเป็นคนส่งก๊าซให้เยอรมันและยุโรป เมื่อเริ่มต้นการบุกก็จะเริ่มเข้าสู่การยกระดับการ sanction เพราะช่วงที่ผ่านมารการ sanction ทำในบริบทที่จำกัด ดังนั้นผลกระทบตึงไม่มากนัก แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการบุก การปะทะขึ้นมาการ sanction ก็จะยกระดับขึ้นมา ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตา คือ เมื่อ sanction ตลาดการเงินจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่กังวล ทุกประเทศมีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันปรับขึ้นแบบนี้ จะทำมีปัญหาคอมมูนิตี้บางตัว เงินเฟ้อก็อาจจะมีแนวโน้มสูงขึ้นได้ ทำให้ทุกคนได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงต้องติดตามสถานการณ์ในยูเครนจะมากน้อยแค่ไหน sanction จะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และตัวของตลาดการเงินโลกจะปรับตัวมากน้อยแค่ไหน สำหรับสถานการณ์ด้านราคาน้ำมันนั้น ขณะที่เริ่มต้นราคาน้ำมันได้ปรับทะลุ 100 ดอลลาร์ไปแล้ว ดังนั้นจึงมองว่า ยังมีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้ และมีโอกาสที่จะแตะไปที่ระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ ส่วนผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทยนั้น มองว่า ผลกระทบจะมาผ่านตลาดการเงินก่อน เพราะว่า สิ่งที่สำคัญ คือ คู่กรณีทั้งสอง มีสัดส่วนการค้าการลงทุนกับไทยไม่มาก ดังนั้นผลกระทบต่อการค้าจะไม่เยอะ แต่จะมีในเรื่องนักท่องเที่ยวบ้าง ในระยะยาวคงต้องได้รับผลกระทบจากการที่นักท่องเที่ยวเดินทางไม่ได้ แต่ในผลกระทบระยะสั้นที่จะมีแน่นอน คือ ตลาดการเงิน ความผันผวนขอค่าเงินบาท ส่วนผลกระทบระยะกลาง จะมาในเรื่องของการค้า การลงทุนบ้าง และอื่นๆ เป็นต้น สำหรับในมุมมองของ ธนาคารกรุงเทพ ปัจจุบัน ยังประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่ 3-4% แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าจะมีความยืดเยื้อมากน้อยแค่ไหน *** นลท.ทิ้งสินทรัพย์เสี่ยง หวั่นเกิดสงครามข้ามชาติ นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ให้ความเห็น กรณี 'ปูติน'ประกาศเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ว่า คงจะทำให้นักลงทุนกลัวสถานการณ์เป็นสงครามข้ามชาติ นักลงทุนไม่อยากถือสินทรัพย์เสี่ยง ในแง่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยค่อนข้างน้อย เพราะมีการค้ากับรัสเซียไม่มาก ขณะที่นักท่องเที่ยวรัสเซียก็เข้าไทยไม่มากปี 62 ราว 4-5 % ไม่เยอะมาก แต่ในแง่ Sentiment ต่อตลาดหุ้น ผลกระทบเป็นทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นโลก "ส่วนสงครามก่อนหน้านี้กระทบตลาดหุ้นแค่ไหน นั้น โดยรวมตลาดแนวโน้มไซด์เวย์ดาวน์ แต้ต้องดูว่าเกิดยิงกันจริง โจมตีกันหรือเปล่า ตลาดหุ้น Sentiment ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยงอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับผู้นำแต่ละประเทศ แต่ถ้าแค่ตรงนี้ก็จะอึมครึมเป็นเดือน ดัชนีก็จะไซด์เวย์ดาวน์ ซึ่งประเมินว่ายังไม่ถึงขนาดยิงกัน มองสถานการณ์น่าจะอึมครึม อาจมีปะทะบ้างเพื่อกดดันให้ 2 ฝ่าย เปิดโต๊ะเจรจา" ให้แนวรับ 1,650 จุด หากหลุดแนวรับดังกล่าวให้ชะลอการลงทุน แต่หากหลุดก็จะลงไป 1,600 จุด ซึ่งเป็นด่านที่สำคัญอีกด่านหนึ่ง แนวต้านแรก 1,680 จุด ถัดไป 1,700 จุด *** ประเมิน SET มีแนวรับ 1,650-1,630 จุด น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก เพราะหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง วิตกกังวล เริ่มเปิดฉาก วันนี้ประกาศใช้กำลังทหาร ก็ถือว่านักลงทุนกังวล โดยหุ้นโลกตั้งแต่เมื่อคืนก็ปรับลงแรง เช้ามาหุ้นภูมิภาคเปิดก็ปรับลงเกือบทุกตลาด หุ้นไทยลง 1% ดาวโจนส์ฟิวเจอรส์ตอนนี้ลงไป 700 กว่าจุด เป็นผลกระทบหลักของตลาดหุ้น มองดัชนีเมื่อหลุด 1,680 จุด สัญญาณภาพเสียไป คงปรับลง 1,650 จุด ก่อน ถ้าหลุดก็จะ 1,630 จุด ต้องดูพัฒนาการของสงครามถ้าโจมตีหรือประกาศสงคราม ก็จะกดดัน Sentiment อีกระยะหนึ่ง ซึ่งหุ้นไทยตอนนี้ได้หุ้นพลังงานประคอง ในแง่ Sentiment ผลกระทบรอบนี้มองดัชนีปรับลงเป็นสเต็ป ตามพัฒนาการของสงคราม อย่างไรก็ตาม แนวโน้มขาขึ้นตอนนี้ยังไม่เสียหายไป ถ้ารักษา 1,600 จุด ต้นๆ ได้ ให้แนวต้านรอบนี้ 1,700 จุด รอดูสถานการณ์การตอบโต้ของแต่ละฝ่าย *** หุ้นพลังงานได้ประโยชน์ -ทยอยเก็บหุ้นแบงก์ นายอภิชาติ แนะนำนักลงทุน ให้ดูหุ้นที่ outperform ระยะสั้นราคาปรับลงมา เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากความกังวลสงครามส่งผลให้ราคาพลังงานปรับขึ้น เช่น PTT, PTTEP,BANPU หุ้นโรงพยาบาลได้ประโยชน์จากการระบาดของโควิด และงบไตรมาส 4/64 ออกมาดีกว่าคาด BDMD,CHG,BCH หุ้นปลอดภัยรายได้มั่นคง ปันผลดี ADVANC,DTAC และหุ้นผลิตไฟฟ้า EGCO ด้านนางสาวธีรดา แนะนำนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย ให้รอดูสถานการณ์ ถ้ารับความเสี่ยงได้มาก แนะนำหุ้นกลุ่มแบงก์ น่าสนใจหลังราคาปรับลงมามาก เป็นโอกาสรับ *** กูรูทองคำ ลุ้นราคาทองทะลุ 2,000 เหรียญ แนะเก็งกำไรได้ แต่ต้องระวัง นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่ากังวลสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน จะยืดเยื้อซึ่งจะส่งผลดีให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ได้ โดยมองมีโอกาสแตะระดับแนวต้าน 2,000 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากวันนี้ระหว่างวันราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 30-40 ดอลลาร์/ออนซ์ มาอยู่ที่ระดับ 1,950 ดอลลาร์/ออนซ์ จากความกังวลสถานการณ์ดังกล่าว โดยคาดว่าหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ มีโอกาสเห็นแนวต้านระดับ 2,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ด้านราคาทองไทยมีโอกาสเห็น 30,000 บาท หลังจากวันนี้ภาพรวมเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย ซึ่งโดยปกติหากมีสถานการณ์ความกังวลในลักษณะนี้ มีโอกาสเห็นสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่า และบาทอ่อนค่ากว่าได้ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำเก็งกำไรราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างระมัดระวัง นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สถานการณ์ยูเครน-รัสเซียขณะนี้ ประเมินผลสรุปได้ยาก โดยมองว่าแนวทางของรัสเซีย ต้องการบรรลุเป้าหมายบางสิ่งตามความต้องการ ดังนั้นสถานการณ์ในปัจจุบันจึงเริ่มทวีความร้อนแรงขึ้น โดยคาดว่าในช่วง 1-3 วันนี้ หากไร้ซึ่งการเจรจา หรือ ไม่มีแนวทางข้อยุติมีโอกาสเห็นทองคำในตลาดโลกไต่ระดับจาก 1,950 / 1,975 / 2,000 / และ 2,022 ดอลลาร์/ออนซ์ ตามลำดับ การเคลื่อนไหวราคาทองคำคาดว่าจะผันผวนแรงและเร็ว ดังนั้นนักลงทุนที่มีสถานะถือครองทองคำ สามารถทำกำไรออกมาบางส่วนได้ โดยให้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามนักลงทุนไม่มีสินทรัพย์ทองคำและสนใจอยากเข้าลงทุน ยังไม่แนะนำให้เข้าซื้อในขณะนี้ รวมถึงไม่ควรเก็งกำไรด้านฝั่งขาย (Short) เช่นกัน เพราะสถานการณ์ดังกล่าวยังผันผวนสูง ด้านราคาทองคำในประเทศยังมีเรื่องค่าเงินบาทเข้ามากดดัน ซึ่งหากแข็งค่าจะกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด แม้ว่าราคาทองโลกปรับขึ้นแรง อย่างไรก็ตามหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมามีโอกาสเห็นราคาทองคำแท่งในระดับ 30,000 บาท ได้เช่นกัน |