การอัปเกรดซอฟต์แวร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Ethereum ซึ่งใช้ชื่อว่า The Merge กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอีกเพียงสองสัปดาห์จากนี้ โดยการอัปเกรดดังกล่าวจะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบกลไกฉันทามติของ Ethereum เพื่อให้เครือข่ายประหยัดพลังงานได้มากขึ้น หลังจากที่เตรียมการมาเป็นเวลาหลายปี ในที่สุด Ethereum ก็ใกล้จะได้รับการอัปเกรดบล็อกเชนซึ่งใช้ชื่อว่า The Merge ที่หลายฝ่ายเฝ้าจับตามองแล้ว ถ้าหากทุกอย่างสำเร็จลุล่วงตามแผน The Merge ก็จะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของ Ethereum เนื่องจากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกลไกฉันทามติของเครือข่ายไปอย่างถาวร ซึ่งกลไกฉันทามตินี้ทำหน้าที่เป็นระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของบล็อกเชน จุดประสงค์หลักของ The Merge คือการเปลี่ยนแปลงจากกลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Work (PoW - การใช้พลังงานและทรัพยากรคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลเพื่อรับสิทธิ์เป็นผู้ตรวจสอบยืนยันธุรกรรมบนเครือข่าย) ที่ Ethereum กำลังใช้อยู่ในปัจจุบันให้ไปเป็นกลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Stake (PoS - การวางเหรียญไว้ในระบบเพื่อแลกรับสิทธิ์ในการตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมบนบล็อกเชน) เพื่อให้เครือข่ายสามารถประหยัดพลังงานได้มากขึ้น ถ้าจะพูดกันในเชิงเทคนิค บล็อกเชนซึ่งใช้กลไก Proof-of-Stake ของ Ethereum ที่มีชื่อเรียกว่า Beacon Chain นั้นได้มีการเปิดใช้งานมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่ได้ถูกควบรวมเข้ากับบล็อกเชนหลัก แต่เมื่อการอัปเกรด The Merge เสร็จสิ้นลง บล็อกเชนหลักของ Ethereum ในปัจจุบันก็จะผสานเข้ากับบล็อกเชน Proof-of-Stake และหลังจากนั้น Ethereum ก็จะกลายเป็นเครือข่ายที่ใช้กลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Stake โดยสมบูรณ์ ***ทำไมถึงต้องมีการอัปเกรด The Merge? สาเหตุหลักที่ทีมนักพัฒนาของ Ethereum ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบของบล็อกเชนไปใช้กลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Stake ก็เพื่อทำให้เครือข่ายสามารถประหยัดพลังงานได้มากขึ้น กลไกฉันทามติที่ Ethereum ใช้อยู่ในปัจจุบันจะต้องอาศัยการขุดเหรียญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่นำชิปของคอมพิวเตอร์มาใช้แก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ถูกเข้ารหัสไว้ แม้ว่ากลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Work นี้จะเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าในระดับมหาศาล อีกทั้งกระบวนการขุดเหรียญยังส่งผลให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนจำนวนมาก มีการประเมินว่าเครือข่ายของ Ethereum ใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณราว 75 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของทั้งประเทศออสเตรียในหนึ่งปี แต่ในกลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Stake จะแตกต่างออกไป ในระบบนี้จะมีผู้ตรวจสอบยืนยันธุรกรรมทำหน้าที่รักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับบล็อกเชน โดยเงื่อนไขของการเป็นผู้ตรวจสอบยืนยันธุรกรรมคือจะต้องทำการ Staking หรือการวางเหรียญไว้ในระบบ สำหรับเครือข่าย Ethereum นั้นได้กำหนดให้ผู้ตรวจสอบยืนยันธุรกรรมต้องวางเหรียญ ETH เป็นจำนวนขั้นต่ำ 32 เหรียญ (คิดเป็นมูลค่าราว 48,000 ดอลลาร์) จึงจะถือว่ามีสิทธิ์ได้ร่วมเป็นผู้ตรวจสอบยืนยันธุรกรรม ดังนั้นใครก็ตามที่ทำการ Staking เหรียญไว้ตามจำนวนที่กำหนดก็จะสามารถทำหน้าที่เป็นโหนด (คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายบล็อกเชน) ผู้ตรวจสอบยืนยันธุรกรรมได้ นอกจากนี้ผู้ใช้งานของ Ethereum ยังสามารถลงขันร่วมกันหลาย ๆ คนได้เพื่อรวบรวมเหรียญไปให้กับผู้ตรวจสอบยืนยันธุรกรรมและแบ่งผลตอบแทนที่ได้จากการทำหน้าที่ตรวจสอบยืนยันธุรกรรมบนเครือข่าย ในการนำสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเองมาวางเป็นหลักประกันนั้น ผู้ใช้งานจะต้องยอมรับความเสี่ยงที่เกิดจากการละเมิดกฎของเครือข่าย ซึ่งจะส่งผลให้เหรียญที่นำมาวางไว้ในระบบโดนยึดไปเพื่อเป็นค่าปรับจากการกระทำผิด และหมายถึงการสูญเสียเงินไปอย่างถาวร การที่ Ethereum กำหนดกติกาในการใช้งานไว้เช่นนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานประพฤติตนอยู่ภายในกฎระเบียบ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายกับในระบบกลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Work ที่นักขุดเหรียญจะต้องทุ่มเงินลงทุนไปกับการซื้อเครื่องขุดและการจ่ายค่าไฟฟ้าเพื่อให้สามารถผลิตบล็อกใหม่บนเครือข่ายได้ ดังนั้นถ้านักขุดเลือกที่จะละเมิดกฎของเครือข่าย โหนดของบล็อกเชนก็จะร่วมกันปฏิเสธบล็อกของนักขุดที่ประสงค์ร้าย ส่งผลให้เงินลงทุนของนักขุดที่เสียไปกับการซื้อเครื่องขุดและค่าไฟฟ้าต้องสลายไปกับอากาศ แนวคิดเบื้องหลังระบบการทำงานของบล็อกเชนในลักษณะนี้ก็เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้งานเครือข่ายเล่นตามกฎกติกาที่วางไว้เนื่องจากจะได้ประโยชน์มากกว่าการพยายามโจมตีเครือข่าย แต่เนื่องจากกลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Stake จะไม่มีกระบวนการขุดเหรียญและหันมาใช้ระบบการวางเหรียญไว้ในเครือข่ายแทนนั้นก็จะช่วยลดต้นทุนค่าอุปกรณ์เครื่องขุดและค่าไฟฟ้าลงได้หลายเท่าตัว ดังนั้นการที่ Ethereum เปลี่ยนไปใช้กลไก Proof-of-Stake ก็น่าจะทำให้เครือข่ายสามารถประหยัดพลังงานและลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงได้อย่างมหาศาล ทีมงานของ Ethereum ประเมินไว้ว่าการยุติระบบกลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Work และเปลี่ยนไปใช้กลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Stake แทนนั้นจะสามารถลดระดับการใช้พลังงานลงได้ถึงประมาณ 99.95% หรือคิดเป็นปริมาณไฟฟ้าเพียง 0.01 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น ***การอัปเกรด The Merge จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่? องค์กร Ethereum Foundation ซึ่งเป็นผู้ดูแลเครือข่ายได้ให้การยืนยันแล้วว่าการอัปเกรด The Merge จะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 10 ถึง 20 กันยายน ปี 2022 พร้อมกับระบุว่าการอัปเกรดนี้จะถูกแบ่งออกเป็นสองระยะโดยใช้ชื่อเรียกว่า Bellatrix และ Paris การอัปเกรด The Merge ในระยะแรกที่เรียกว่า Bellatrix มีกำหนดการเกิดขึ้น ณ 11:34 น. ตามเวลามาตรฐาน UTC ของวันที่ 6 กันยายน ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมของเครือข่าย Beacon Chain เพื่อรองรับการอัปเกรด The Merge ต่อมาในการอัปเกรดระยะที่สองซึ่งเรียกว่า Paris นั้น บล็อกเชนหลักของ Ethereum ที่ใช้กลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Work จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบกลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Stake แม้จะยังไม่ทราบเวลาแน่นอนของการเปลี่ยนแปลงกลไกฉันทามติไปสู่ระบบใหม่ แต่ว่าการอัปเกรด The Merge จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเครือข่ายหลักของ Ethereum มีค่า Terminal Total Difficulty (ค่าความยากที่จำเป็นสำหรับการขุดบล็อกสุดท้ายบนบล็อกเชน Ethereum ภายใต้ระบบการทำงานแบบ Proof-of-Work) ไปถึงระดับที่กำหนดไว้ ซึ่งถ้าวิเคราะห์ตามข้อมูลบนระบบบล็อกเชนก็จะพอประมาณได้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในวันที่ 15 กันยายน แต่ตัวเลขจริงอาจคลาดเคลื่อนบวกลบจากนี้ได้เล็กน้อย ***การอัปเกรด The Merge มีการเตรียมความพร้อมไว้อย่างไรบ้าง? ฝ่ายนักพัฒนาของ Ethereum ได้ใช้เวลาหลายปีในการวางแผนและทดสอบระบบเพื่อเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านไปใช้กลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Stake พัฒนาการที่สำคัญสองช่วงซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การอัปเกรด The Merge คือการสร้างเครือข่าย Beacon Chain ขึ้นมาในเดือนธันวาคม ปี 2020 ซึ่งตามมาด้วยการเริ่มออกเดินทางในระยะแรกของเครือข่าย Ethereum เพื่อมุ่งหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงไปใช้กลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Stake Beacon Chain เป็นเครือข่ายที่ใช้กลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Stake ซึ่งทำงานคู่ขนานไปกับ Ethereum โดยผู้ใช้งานจะสามารถ Staking เหรียญ ETH ไว้บน Beacon Chain ได้ สาเหตุของการเปิดใช้งานเครือข่าย Beacon Chain ก่อนหน้าที่จะมีการอัปเกรด The Merge ก็เพื่อเป็นช่องทางให้มีการ Staking เหรียญ ETH ไว้บนเครือข่ายในจำนวนที่มากพอขณะที่ Ethereum เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านไปใช้กลไกฉันทามติรูปแบบใหม่ ในปัจจุบันมีเหรียญ Ethereum ในจำนวนราว 13.2 ล้านเหรียญที่ Staking อยู่บนเครือข่าย Beacon Chain ซึ่งเป็นของโหนดผู้ตรวจสอบยืนยันธุรกรรมจำนวน 418,000 โหนด สาเหตุอีกข้อของการสร้างเครือข่าย Beacon Chain ขึ้นมาก็เพื่อใช้เป็นพื้นที่ทดสอบระบบกลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Stake ในการผลิตบล็อกก่อนการอัปเกรด The Merge ล่วงหน้าเป็นเวลานานโดยไม่เป็นการสร้างผลกระทบใด ๆ ต่อเครือข่ายหลักของ Ethereum ที่ยังคงใช้กลไกฉันทามติแบบ Proof-of-Work อยู่เนื่องจากระบบนิเวศของ Ethereum เป็นที่อยู่ของสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ การเตรียมความพร้อมสำหรับการอัปเกรด The Merge ตลอดทั้งปี 2022 นั้นจะเห็นได้ว่าบรรดานักพัฒนาของ Ethereum มีการซักซ้อมอัปเกรดบนเครือข่ายทดสอบอยู่หลายครั้ง ซึ่งเครือข่ายทดสอบเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายจำลองของบล็อกเชน Ethereum และมีไว้เพื่อทดลองระบบต่าง ๆ นอกจากนี้นักพัฒนายังได้ทำการ Shadow fork (การทดสอบอัปเกรดแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ บนเครือข่ายหลัก) หลายครั้งบน Ethereum ด้วยเช่นกัน เครือข่ายทดสอบต่าง ๆ ของ Ethereum ซึ่งได้แก่ Ropsten, Sepolia และ Goerli ล้วนแต่ได้รับการอัปเกรด The Merge แล้วและมีการใช้งานกลไกฉันทามติ Proof-of-Stake แบบเต็มระบบ การซักซ้อมอัปเกรดในลักษณะนี้ได้ช่วยให้กลุ่มนักพัฒนาระดับหัวกะทิของ Ethereum สามารถทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและนำไปใช้ในการปรับปรุงซอฟต์แวร์ ต่าง ๆ ในฝั่งของลูกข่ายที่เป็นโปรแกรมสำหรับโหนดของ Ethereum เช่น Nethermind, Geth, และ Erigon เพื่อเตรียมความพร้อมให้การอัปเกรด The Merge จริงสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ***การอัปเกรด The Merge จะทำให้ Ethereum รองรับปริมาณธุรกรรมได้มากขึ้นหรือไม่? ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าการอัปเกรด The Merge จะขยายขีดความสามารถในการรองรับปริมาณธุรกรรมของ Ethereum ได้ซึ่งจะส่งผลให้บล็อกเชนทำงานได้รวดเร็วขึ้นและมีค่าธรรมเนียมที่ถูกลง แต่นี่เป็นความเชื่อที่ผิด จริง ๆ แล้วการอัปเกรด The Merge จะเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงระบบกลไกฉันทามติของ Ethereum เท่านั้น ซึ่งกลไกฉันทามติคือรูปแบบในการลงมติเห็นชอบของเครือข่ายว่าจะมอบสิทธิ์ให้ใครได้เป็นผู้สร้างบล็อกใหม่บนบล็อกเชน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงกลไกฉันทามติจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของการทำธุรกรรมและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ นอกจากนี้ระยะเวลาที่ใช้ในการประมวลผลบล็อกใหม่ก็จะเปลี่ยนไปจากเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากที่ใช้เวลา 13 วินาทีต่อหนึ่งบล็อกในปัจจุบันจะลดลงไปเหลือ 12 วินาทีต่อหนึ่งบล็อกหลังการอัปเกรด The Merge ดังนั้น แม้ว่าจะได้รับการอัปเกรด The Merge แล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่เครือข่าย Ethereum จะเกิดอาการหน่วงและส่งผลให้ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่มีการใช้งานเครือข่ายอย่างหนาแน่น ในปัจจุบันได้มีการเตรียมแก้ไขปัญหาเรื่องความสามารถในการรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นของ Ethereum ด้วยการแบ่งเครือข่ายออกเป็นหลายลำดับชั้น รวมถึงเทคโนโลยี Rollups (การทำธุรกรรมนอกบล็อกเชนหลัก แล้วรวมข้อมูลธุรกรรมกลับมาบันทึกลงบน บล็อกเชนหลัก เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมที่มีจำนวนมากขึ้น) หลากหลายรูปแบบ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกยาวไกลกว่าที่เครือข่าย Ethereum จะพัฒนาการไปถึงจุดนั้นได้ นอกจากนี้ The Merge ยังเป็นการปูพื้นฐานเพื่อรองรับพัฒนาการด้านขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นบนลำดับชั้นหลักของเครือข่าย Ethereum อย่างเช่นระบบ Sharding ที่จะมีการกระจายข้อมูลธุรกรรมของบล็อกเชนให้กับโหนดจำนวนมากเพื่อให้เครือข่ายสามารถประมวลผลธุรกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ***การอัปเกรด The Merge จะส่งผลอย่างไรต่อกลไกเชิงเศรษฐศาสตร์ของเหรียญ Ethereum? การอัปเกรด The Mergeที่กำลังใกล้เข้ามาถึงจะส่งผลในเชิงเศรษฐศาสตร์ของระบบนิเวศ Ethereum ด้วยเช่นกัน โดยบล็อกเชนของ Ethereum จะลดปริมาณในการผลิตเหรียญใหม่ออกมาให้น้อยลงกว่าเดิมหลายเท่าหลังจากที่ได้รับการอัปเกรดไปสู่กลไกฉันทามติแบบใหม่แล้ว จึงมีแนวโน้มว่าเหรียญ Ethereum จะถูกผลิตออกมาในอัตราที่ช้าลงจนอาจเรียกได้ว่าอยู่ในสภาวะเงินฝืด หากดูจากตัวเลขคาดการณ์ในปัจจุบันจะพบว่าอัตราการผลิตเหรียญ Ethereum ใหม่มีแนวโน้มลดลงไปจากเดิมถึง 90% หลังการอัปเกรด The Merge เนื่องจากเหรียญที่ระบบผลิตออกมาเพื่อจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้แก่ผู้ตรวจสอบยืนยันธุรกรรมจะมีจำนวนที่ต่ำกว่าการให้เหรียญเป็นผลตอบแทนแก่นักขุดในระบบ Proof-of-Work เดิมอย่างมาก ข้อความจากบล็อกบนเว็บไซต์หลักของชุมชนชาว Ethereum ระบุว่าในระบบ Proof-of-Work นั้น เครือข่ายจะจ่ายค่าตอบแทนให้แก่นักขุดในจำนวน 13,000 ETH ต่อวัน แต่หลังจากการอัปเกรด The Merge แล้ว ทางเว็บไซต์ดังกล่าวคาดการณ์ว่าเครือข่ายจะจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ตรวจสอบยืนยันธุรกรรมในจำนวนราว 1,600 ETH ต่อวัน ซึ่งคิดเป็นปริมาณที่ลดลงถึง 88% อัตราการผลิตเหรียญใหม่ที่ลดต่ำลงนี้เริ่มเกิดขึ้นให้เห็นไม่นานหลังจากที่ Ethereum เปิดใช้งานระบบเผา (ทำลาย)ค่าธรรมเนียมทิ้ง ซึ่งค่าธรรมเนียมเหล่านี้เกิดขึ้นจากทุก ๆ รายการธุรกรรมบนบล็อกเชนโดยที่จะไม่ได้มีการนำไปแจกจ่ายให้กับนักขุดเหรียญ (หรือผู้ตรวจสอบยืนยันธุรกรรม) แต่จะถูกเผาทำลายทิ้งซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถนำเหรียญเหล่านั้นมาใช้งานได้อีกต่อไป แนวคิดเบื้องหลังระบบเผาเหรียญก็คือการค่อย ๆ ลดปริมาณเหรียญ Ethereum ที่หมุนเวียนในระบบให้เหลือน้อยลงไปเรื่อย ๆ หลังจากที่มีการเปิดใช้งานระบบเผาค่าธรรมเนียมแล้ว พบว่ามี ETH กว่า 2.6 ล้านเหรียญที่ถูกทำลายทิ้ง ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินราว ๆ 3.76 พันล้านดอลลาร์โดยอิงจากราคาตลาดของ Ethereum ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเครือข่าย Ethereum จะมีการผลิตเหรียญ ETH ออกมาในปริมาณที่น้อยลงเรื่อย ๆ ทุกปี ประกอบกับการเผาทำลายเหรียญ ETH ในจำนวนมหาศาลอย่างต่อเนื่องด้วย เมื่อมาถึงจุดที่เครือข่ายเผาทำลายเหรียญในจำนวนที่มากกว่าปริมาณเหรียญที่ผลิตออกมาก็จะส่งผลให้เกิดสภาวะเงินฝืดขึ้นกับ Ethereum จากการที่ปริมาณเหรียญในระบบมีการลดน้อยลงไปทุกปีโดยไม่มีการเพิ่มจำนวนขึ้นแต่อย่างใด ปรากฏการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นให้เห็นเมื่อค่าแก๊ส (ที่เป็นส่วนประกอบหลักของค่าธรรมเนียม) โดยเฉลี่ยของ Ethereum อยู่ในระดับที่สูงกว่า 16 gwei ขึ้นไป ***จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากการอัปเกรด The Merge? ในกรณีที่การอัปเกรด The Merge สำเร็จลุล่วงด้วยดี สิ่งที่จะตามมาคือการแก้ไขปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งของ Ethereum ซึ่งก็คือการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เครือข่ายสามารถเดินหน้าแก้โจทย์ใหญ่ในด้านอื่น ๆ ได้โดยเฉพาะการขยายขีดความสามารถในการรองรับปริมาณธุรรรมที่เพิ่มสูงขึ้นและลดค่าธรรมเนียมให้ต่ำลง การจัดการกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จก็จะเป็นการชี้ชะตาของ NFT (สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีลักษณะเฉพาะตัวและไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้) ครั้งใหญ่ในอนาคต (NFT ส่วนใหญ่บนโลกนี้อยู่บนเครือข่าย Ethereum) ซึ่ง NFT นั้นเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในสังคม ทั้งในประเด็นปัญหาด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเมื่อสามารถแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมได้แล้วก็น่าจะส่งผลให้ NFT ได้รับคะแนนนิยมเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะกลายมาเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณสมบัติดีพร้อมในทุกด้าน มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยขึ้นหลังการอัปเกรด The Merge แล้ว แม้ว่าการอัปเกรดนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบสัญญาดิจิทัลต่าง ๆ ที่เปิดใช้งานอยู่บนเครือข่ายของ Ethereum และแอปพลิเคชั่นทั้งหมดน่าจะสามารถทำงานต่อไปได้ตามปกติ แต่ก็ย่อมต้องมีช่องโหว่ซ่อนอยู่ตรงไหนสักแห่งเพื่อรอการแก้ไข หรือไม่ก็อาจจะกลายเป็นโอกาสทองให้ผู้ประสงค์ร้ายใช้โจมตีเครือข่าย หลังจากการอัปเกรด The Merge นั้น เหรียญ ETH ที่ได้มีการ Staking ไว้บนเครือข่าย Ethereum ก็จะยังคงถูกล็อกเอาไว้ในระบบต่อไป โดยจะมีการเปิดช่องทางให้ถอนเหรียญได้หลังจากการอัปเกรด Shanghai แล้ว ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอย่างน้อย 6 ถึง 12 เดือนหลังการอัปเกรด The Merge *ที่มา : theblock |