ด้วยกระแสข่าว ก.ล.ต.สหรัฐฯ วางแผนจะอนุมัติกองทุน ‘ETF บิตคอยน์’ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกคริปโทเคอร์เรนซีอยู่ในขณะนี้ ที่เป็นตัวการดันราคา BTC พุ่งทะยาน สร้างความมั่นใจให้ชาวคริปโทและชาวโลก แต่อะไรที่ทำให้มันสำคัญมากถึงขนาดนี้? ไม่นานมานี้สักประมาณครึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา พวกเราชาวคริปโทก็คงจะได้ยินหรือได้เห็นกับคำว่า “ETF” หรือ “ETF บิตคอยน์” กันมาบ้างแล้ว พร้อมๆ กับราคา Bitcoin (BTC) ที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากขาลงครั้งล่าสุดเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่ในครั้งนั้นราคาดิ่งไปถึงราว 41,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.44 ล้านบาท แต่ในวันนี้ราคา BTC ขึ้นมาอยู่ที่ราว 62,000 ดอลลาร์ หรือราว 2.08 ล้านบาท บวกถึง 52% ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 1 เดือน ซึ่งปัจจัยหลักๆ ในการพุ่งขึ้นมาของราคาในครั้งนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นคำว่า ‘ETF Bitcoin’ อย่างที่เห็นกัน แล้วเจ้า ‘ETF Bitcoin’ มันคืออะไรกัน? ทำไมมันถึงส่งผลกระทบต่อตลาดขนาดนี้? ***ETF คืออะไร? ก่อนจะไปรู้จักกับ ETF สำหรับ Bitcoin เรามาทำความรู้จักกับ ETF ธรรมดากันก่อน สำหรับ ETF ย่อมาจากคำว่า Exchange Traded Fund ซึ่งก็อย่างชื่อของมัน มันคือ ‘Fund’ หรือ ‘กองทุน’ นั่นเอง จะมีลักษณะคล้ายๆ กับกองทุนรวมที่จะมีการระดมทุนจากนักลงทุนต่างๆ เพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีการระบุไว้ ในตลาดดั้งเดิมอย่างตลาดหุ้น ETF ก็จะมีการเข้าไปลงทุนในหุ้นหลายตัวในกลุ่มที่ ETF นั้นๆ ต้องการจะเข้าไปลงทุน อย่างเช่น ‘1DIV’ ของบริษัทจัดการกองทุนวรรณ ก็จะมีการเข้าไปลงทุนในหุ้นที่มีการให้ปันผลสูงรวมกันหลายๆ หุ้น หรือ ‘BSET100’ ของบางกอกแคปปิตอล ที่ลงทุนกับหุ้นในดัชนี SET100 หรือ ETF ที่ไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศเป็นต้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทที่เป็นผู้จัดการกองทุนจะมี ETF แบบไหนมาให้เราเลือก และเราจะเลือกแบบไหนนั่นเอง โดยจุดเด่นของ ETF ก็จะเป็นในเรื่องของการที่มันมี ‘Symbol’ หรือตัวย่อชื่อกองทุนเหมือนกับหุ้นหรือคริปโท และสามารถเข้าซื้อขายได้ในทันทีในเวลาที่ตลาดกำหนดผ่านโบรกเกอร์ที่มีให้บริการได้เลย จะแตกต่างกับ ‘กองทุนรวม’ ที่จำเป็นต้องซื้อขายเมื่อจบวันเท่านั้น (End-of-day) ***รู้จักกับ ‘ETF บิตคอยน์’ กลับมาสู่ ‘ETF บิตคอยน์’ ประเด็นร้อนแรงที่กำลังถูกพูดถึงอยู่ในโลกคริปโทอย่างไม่หยุดหย่อน โดยเรื่องของ ‘ETF บิตคอยน์’ ในรอบนี้ก็กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา หลังจากที่คริปโทเคอร์เรนซีได้ก้าวข้ามข้อครหาว่าเป็น ‘แชร์ลูกโซ่’ หรือ ‘การหลอกลวง’ มาแล้ว ผู้คนทั่วทั้งโลกให้การยอมรับมากยิ่งขึ้น ไม่เว้นแม้แต่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง JPMorgan, Goldman Sachs, Morgan Stanley, Standard Chartered ฯลฯ ต่างพากันตบเท้าเข้ามาสู่โลกของคริปโทกันแล้วทั้งสิ้น แต่กลับยังไม่มีใครสามารถเปิดตัว ETF สำหรับ Bitcoin หรือกับเหรียญคริปโทโดยตรงในสหรัฐฯ ได้เลยแม้แต่รายเดียว โดยปัญหาหลักๆ ที่เป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่ก็คือ ‘ก.ล.ต.สหรัฐฯ’ หรือ ‘SEC’ ที่คอยปฎิเสธการทำเรื่องขอเปิดตัว ETF ที่ต้องการลงทุนในเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าในขณะนี้จะมี ETF ที่เข้าลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชน หรือกับบริษัทที่ใช้งานคริปโทอยู่แล้วก็ตาม แต่มันก็ยังไม่เหมือนกับการเข้าลงทุนในเหรียญโดยตรง ที่ราคาของ ETF ก็คงจะขึ้นลงเป็นแนวโน้มเดียวกันกับราคาเหรียญ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาของบริษัทที่เข้าไปลงทุน แต่เร็วๆ นี้เอง หลากหลายแหล่งข่าวหรือหลากหลายสำนักก็พากันมองว่า SEC นั้นกำลังจะ ‘อนุมัติ’ ETF ที่เข้าลงทุนใน ‘ฟิวเจอร์ส’ บิตคอยน์ในไม่ช้านี้ ...แต่เดี๋ยวก่อน ทำไมต้องฟิวเจอร์ส ทำไมไม่ลงทุนในเหรียญโดยตรงเลย ***ทำไมต้องเป็น ‘ฟิวเจอร์ส’? สาเหตุที่ต้องเป็น ETF แบบ ‘ฟิวเจอร์ส’ นั้น ก็คาดว่าสาเหตุนั้นเกิดจากตลาดฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ ในขณะนี้มีข้อกฎหมายหรือมาตรการต่างๆ ที่ชัดเจนกว่าการเข้าไปซื้อขายเหรียญโดยตรงนั่นเอง อย่างเช่นการซื้อขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ชิคาโก (CME) ที่ถูกควบคุมอยู่ด้วยกฎของ Commodity Futures Trading Commission (CFTC) ซึ่งเป็นองค์กรกํากับดูแลการซื้อขายอนุพันธ์ของสหรัฐอเมริกาเป็นต้น แตกต่างกับการซื้อขายเหรียญโดยตรงที่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของข้อกฎหมายเสียเท่าไร รวมไปถึงทางผู้ให้บริการกองทุนเองก็ทราบดีว่าถ้าหากจะเปิดตัว ETF ที่เข้าไปลงทุนในเหรียญคริปโทเลยก็คงจะถูกปฎิเสธกลับมาอีกตามเคย ดังนั้น ‘ฟิวเจอร์ส’ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเปิดตัว ETF แต่ก็เพราะมันเป็นฟิวเจอร์สนั่นเอง มันเลย ‘ไม่ได้เป็นการเข้าไปซื้อขายเหรียญโดยตรง’ แต่อย่างใด ซึ่งนั่นเองก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสที่ SEC จะอนุมัติให้มากกว่า ***แล้ว ETF ฟิวเจอร์สบิตคอยน์ มันสำคัญอย่างไร? ETF ก็คือหนึ่งในเครื่องมือการลงทุนชิ้นสำคัญในโลกของการลงทุน เปิดให้นักลงทุนสามารถเข้ามาลงทุนได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องของการที่มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเงินของเราไว้ให้, เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี ฯลฯ ดังนั้นการที่ ETF และเหรียญคริปโทพี่ใหญ่ของเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโลกอย่าง ‘Bitcoin’ เข้ามารวมอยู่ด้วยกัน ก็ยิ่งจะเป็นการทำให้ Bitcoin นั้นเข้าสู่ความเป็นตลาดกระแสหลักมากยิ่งขึ้น ขยายตลาดสู่วงกว้างมากไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น ETF บิตคอยน์ก็จะเป็นการดึงดูดเหล่าบรรดา ‘นักลงทุนสถาบัน’ ให้เข้ามาลงทุนในโลกคริปโทมากยิ่งขึ้น โดยเหล่าสถาบันที่เราทราบกันอยู่แล้วว่ามีเงินทุนหนา บางส่วนก็ต้องการเข้ามาสู่โลกคริปโทเช่นเดียวกันแต่ก็อาจจะยังชั่งใจอยู่ว่าจะลงทุนอย่างไรให้ปลอดภัย ดังนั้น การมีผู้ให้บริการเป็นบริษัทกองทุนที่มีชื่อเสียงคอยดูแลเงินทุนให้ก็เป็นที่น่าสนใจต่อฟากฝั่งของสถาบันเหล่านั้นำพอสมควร ถึงแม้ว่าการลงทุนในฟิวเจอร์สจะไม่ได้ส่งผลต่อมูลค่าทางการตลาดของคริปโท หรือไม่ได้เป็นการทำให้เหรียญใดเหรียญหนึ่งราคาดีดตัวสูงขึ้นโดยตรงก็ตาม แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการ ‘นำใช้คริปโทเคอร์เรนซีในวงกว้าง’ หรือ ‘Mass adoption’ ที่ไม่แน่ ในอนาคตอาจมี ETF หรือเครื่องมือในการลงทุนอื่นๆ ที่เข้าไปลงทุน ‘โดยตรง’ กับคริปโทเคอร์เรนซีมากกว่านี้ก็เป็นได้ ***SEC เผยสัญญาณดี เตรียมอนุมัติ ‘ETF ฟิวเจอร์สบิตคอยน์’ ...หรืออาจจะไม่ ย้ำกันอีกครั้ง ในขณะนี้ (18 ตุลาคม 2564) ก.ล.ต.สหรัฐฯ หรือ SEC ยังไม่ได้อนุมัติ ‘ETF บิตคอยน์’ หรือแม้แต่ ‘ETF ฟิวเจอร์สบิตคอยน์’ แต่อย่างใด ซึ่งยังมีแค่ ‘ความเป็นไปได้สูง’ ว่า SEC จะอนุมัติเท่านั้น โดยในขณะนี้บริษัทที่ได้ยื่นคำร้องขอเปิดตัว ETF ฟิวเจอร์สบิตคอยน์ไปแล้วก็คือ ProShares, Valkyrie, Invesco, VanEck และ ARK Invest ตรงกันข้ามกับประเทศอื่นๆ อย่างในตลาด Toronto Stock Exchange (TSX) ของประเทศแคนาดา ก็มี ETF ที่เข้าไปลงทุนในเหรียญ Bitcoin และ Ethereum อยู่มาก่อนนานแล้ว ซึ่งก็ต้องมาลุ้นกันต่อว่าทาง SEC ของสหรัฐฯ จะมีความเคลื่อนไหวใดๆ ต่อไปจากนี้ แต่ก็ใช่ว่า ‘ความเป็นไปได้สูง’ ในครั้งนี้จะเกิดขึ้นจริง 100% เนื่องจากข่าวที่เราได้เห็นกัน รวมไปถึงราคา Bitcoin ที่ดีดตัวขึ้นมาขนาดนี้ก็ล้วนเกิดจากคำว่า ‘แหล่งข่าวระบุมา’ เท่านั้น อย่างที่หลากหลายสำนักข่าวต่างประเทศที่ใกล้ชิดกับ SEC รายงาน ดังนั้นนักลงทุนก็ควรจะระมัดระวังกันให้ดีในช่วงนี้ เนื่องจากถ้าเกิดว่า SEC อนุมัติขึ้นมาจริงๆ ขึ้นมาก็ดีไป แต่ก็ควรจะคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ SEC จะไม่อนุมัติด้วยเช่นเดียวกัน ที่มา: Investopedia, SET, etfdb, Institutional Investor, Finnomena, Bussiness Insider |