NETBAY ตั้งเป้ารายได้ปี 68 โต 10-15% เจรจาหาพันธมิตรในและต่างประเทศสร้างการเติบโตในอนาคต แย้มโปรเจ็กใหม่ ร่วมกับ 3 พันธมิตร ทำธุรกิจ "Garage Lending" แพลตฟอร์มช่วยให้อู่ซ่อมรถยนต์เข้าถึงแหล่งเงินกู้ คาดเริ่มให้บริการไตรมาส 2-3 ปี 68 ส่วน แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/67 คาดโตใกล้เคียงไตรมาส 2-3 ที่ 15-17% นางกอบกาญจนา วีระพงษ์ประดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) หรือ NETBAY เปิดเผยว่า บริษัทวางเป้ารายได้ปี 68 เติบโต 10-15% เป็นการเติบโตจาก Organic growth และเติบโตแบบมีความร่วมมือจากกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อทำโครงการใหม่ และจะมีงานใหญ่ๆ เพิ่มเติม ปัจจุบันโครงสร้างรายได้หลักยังเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ ( Recurring Income ) สัดส่วน 90% อีก 10% เป็นประเภทนำเสนอบริการโปรเจ็กต์เฉพาะ และพัฒนาศักยภาพให้ลูกค้า โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจ หลัก ได้แก่ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) หรือ DITTO , บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG , บริษัท บีบีจี เทคโนโลยี จำกัด (BBG) , บริษัท ไซเท็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SITEM) และ บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SOMAPA โดยพันธมิตรแต่ละรายมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถเกื้อหนุนธุรกิจกันได้อย่างดี ขณะเดียวกัน บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจาพันธมิตรทั้งไทยและต่างประเทศอีกราว 10 ราย เพื่อหาโอาสทำธุรกิจสร้างการเติบโตในอนาคต โดยปี 68 จะเห็นโครงการใหม่ที่ทำร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ ธุรกิจ Garage Lending แพลตฟอร์มช่วยให้อู่ซ่อมรถยนต์เข้าถึงแหล่งเงินกู้ โดยจะเป็นการจัดตั้งบริษัทใหม่ ร่วมกับพันธมิตรอีก 3 รายคือ DITTO ถือหุ้น 35% , BBG ถือหุ้น 35%, SITEM ถือหุ้น 20% และ NEYBAY ถือหุ้น 10% ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 10 ล้านบาท เป็นระบบแพลตฟอร์มตรวจสอบเอกสารสิทธิเพื่อเพิ่มความสะดวกให้ทั้งฝั่งบริษัทประกัน ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการ และทำให้อู่ซ่อมรถยนต์ได้รับเงินเร็วขึ้น ผ่านการสนับสนุนจากสถาบันการเงินหลากหลายรูปแบบ เบื้องต้นรายได้จะมาจากค่าธรรมเนียมบริการ และส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากสถาบันการเงิน คาดจะเริ่มให้บริการในไตรมาส 2-3 ปี 68 
นอกจากนี้ ยังจะมีขยายความร่วมมือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทร่วมกับ TEAMG เป็นที่ปรึกษาในการสร้างเครื่องมือและแพลตฟอร์มกลางการจัดเก็บฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (เฟส 1 ) และจะการขยายความร่วมมือในเฟส 2 ต่อไป เช่นเดียวกับโครงการ Smart Zoo ที่จะมีการพัฒนาในเฟส 2-3 กลยุทธ์การเติบโตในปี 68 มี 5 แกนหลัก คือ 1.เติบโตจาก Recurring Base ซึ่งถือเป็น Organic growth 2. สร้างนวัตกรรมและ Product ใหม่ๆ 3. เติบโตจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ 4.เติบโตจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านโซลูชั่น และ 5. เติบโตจากการทำโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (Inorganic growth) ปัจจุบัน เน็ตเบย์ มีบริษัทย่อย 2 บริษัท คือ บริษัท เคลาด์ ครีเอชั่น จำกัด และบริษัท ฟินเน็ต เวนเจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เน็ตเบย์ถือหุ้น 100% โดยธุรกิจของเคลาด์ ครีเอชั่น เป็นผู้ให้บริการระบบบริหารจัดการข้อมูล Gateway ระหว่างสถาบันการเงิน ผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 และสำนักงาน ปปง. เพื่อสนับสนุนการส่งรายงานธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นหลัก ขณะที่ธุรกิจของ บริษัท ฟินเน็ต เวนเจอร์ส จำกัด จะเน้นให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Enhance Business with Smart Compliance Solution” โดยใช้ชื่อแพลตฟอร์มว่า “Check+” ซึ่งเป็นการพัฒนา Feature ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากแพลตฟอร์ม CDD Gateway เพื่อให้บริการกับกลุ่มสถาบันการเงิน ผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 และกลุ่มผู้ประกอบการอื่นๆ ที่มีความต้องการนำ IT Compliance เข้าไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับการทำงานให้ดียิ่งขึ้น และรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายที่ถูกต้อง โดยในปี 68 ฟินเน็ตจะเน้นขยายธุรกิจเพื่อให้บริการแพลตฟอร์มดังกล่าวไปยังผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ซึ่งได้แก่ กลุ่มสถาบันการเงิน รวมถึงในกลุ่มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพิ่มเติม ส่วน NVIDIA มาไทย จะช่วยให้ตลาดบริการไอทีขยายตัวจากการรับรู้เข้าใจที่กว้างขึ้น คุยงานสบายขึ้น และคาดจะมีบริษัทไอทีขนาดใหญ่อื่นๆ ตามเข้ามา ส่วนงานดาต้าเซนเตอร์ที่กำลังจะเข้ามา เป็นโอกาสของบริษัทในการเข้าไปรับงานบริการที่เกี่ยวเนื่อง |