โบรกเกอร์ ประเมินมาตรการแก้หนี้ของภาครัฐ ผ่านโครงการ "คุณสู้ เราช่วย" ไม่กระทบกำไรกลุ่มแบงก์อย่างมีนัยสำคัญ แม้ดอกเบี้ยที่ได้รับจะลดลง แต่ชดเชยจากการตั้งสำรองที่ลดลง จากลูกหนี้ที่กลับมาจ่ายหนี้ตามเกณฑ์ ขณะที่มองมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เล็กน้อย พร้อมชู KBANK - KTB กำไรยังโตต่อเนื่อง ส่วน SCB-TTB-TISCO-KKP รับผลกระทบมากสุด จากพอร์ตหนี้รายย่อยสูง บล.ดาโอ (ประเทศไทย) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการแก้หนี้ช่วยเหลือลูกหนี้ในโครงการคุณสู้ เราช่วย โดยมี 2 มาตรการคือ มาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์ และมาตรการ จ่าย ปิด จบ โดย ลูกหนี้ที่จะเข้าร่วมได้ต้องทำสัญญาสินเชื่อก่อน 1 ม.ค. 67 และมีสถานะเป็น ลูกหนี้ค้างชำระ 31-365 วัน ขณะที่ลูกหนี้ที่จะเข้าร่วมต้องเข้าไปลงทะเบียนผ่าน ธปท. ตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค.67-28 ก.พ. 68 โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1) มาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์ มียอดหนี้ที่ 8.9 แสนล้านบาท (น้อยกว่าข่าว ก่อนหน้านี้ที่ 1.3 ล้านล้านบาท) โดยธนาคารจะจ่าย FIDF ที่เท่าเดิมที่ 0.46% ขณะที่ภาครัฐจะตั้งกองกลาง นำเงินจาก FIDF fee ที่ 0.23% มาใส่ที่ราว 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากธนาคารไหนแก้หนี้ให้ลูกหนี้ได้เท่าไรก็สามารถมาเบิกดอกเบี้ยได้ 50% โดยมาตรการนี้จะครอบคลุมลูกหนี้ 5 กลุ่มคือ สินเชื่อ บ้าน/Home for cash ไม่เกิน 5 ล้านบาท, สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์/Car for cash ไม่เกิน 8 แสนบาท, สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์/Car for cash ไม่เกิน 5 หมื่น บาท, SME ไม่เกิน 5 ล้านบาท และบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลที่รวมหนี้บ้าน และหนี้รถ โดยปีแรกชำระ 50% ของค่างวด, ปีที่สองชำระ 70% และปีที่สาม ชำระ 90% ขณะที่ลูกหนี้ไม่สามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ในช่วง 12 เดือนแรก และ ต้องติด Flag ใน NCB 2) มาตรการ จ่าย ปิด จบ มียอดหนี้ที่ 1 พันล้านบาท โดยให้กับลูกหนี้ NPL บุคคลธรรมดาในทุกประเภทสินเชื่อ โดยมีภาระหนี้คงค้างไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งลูกหนี้ต้องชำระบางส่วนเพื่อเป็นการปิดบัญชี 
*** ไม่กระทบกำไรอย่างมีนัยสำคัญ เหตุสำรองลดลง
มองเป็นกลางต่อกลุ่มธนาคาร เพราะรายละเอียดคล้ายกับข่าว ก่อนหน้า โดย 1) มาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์ มีเพียงวงเงินที่ลดลงเหลือ 8.9 แสนล้านบาท และเพิ่มวงเงินสินเชื่อบ้านและ SME เป็น 5 ล้านบาท จากเดิมที่ 3 ล้านบาท ขณะที่ผลกระทบต่องบกำไรขาดทุนทั้งปี 2025E คาดว่าจะไม่กระทบแบบมีนัยสำคัญ เพราะ 1H25E จะโดนผลกระทบต่อ Loan yield ที่จะลดลง จาก EIR ที่ลดลงเพราะไม่มีการรับรู้ดอกเบี้ย 3 ปี แต่ช่วง 2H25E จะเห็น การลดลงของสำรองฯหลังจากที่ลูกหนี้กลับมาจ่ายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด อย่างไรก็ดี เรายังรอความชัดเจนในการลงบัญชีเพราะตอนนี้ยังไม่ทราบว่าจะมี การบันทึกเป็นดอกเบี้ยค้างรับหรือไม่ ซึ่งต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมจาก ธปท. อีกที ส่วน 2) มาตรการ จ่าย ปิด จบ มองเป็นบวกเพราะสินเชื่อส่วน บุคคล-บัตรเครดิต โดยปกติทุกธนาคารจะมีการ write-off ค่อนข้างเร็ว ประมาณ 6-12 เดือน โดยสินเชื่อที่เข้ามาตรการนี้จะเป็นหนี้เสียค้างเกิน 1 ปี ทำให้กลุ่มธนาคารมีโอกาสได้เงินคืนจากลูกหนี้กลุ่มนี้เข้ามาเพิ่มเติมได้บ้างเล็กน้อย ทั้งนี้ธนาคารขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยเรียงจากมากน้อยคือ TTB (62%), KTB (46%), SCB (40%), KBANK (28%) ยังคงน้ำหนัก เป็น “มากกว่าตลาด” เลือก KTB, KBANK เป็น Top pick เราให้น้ำหนักการลงทุนของกลุ่มธนาคารเป็น “มากกว่าตลาด” เพราะแนวโน้มการเติบโตของ กำไรปี 2024E-2025E จะยังเติบโตได้ต่อเนื่องอีก 5-6% YoY *** ชู KBANK - KTB เป็น Top pick กำไรโตต่อเนื่อง ขณะที่ valuation ยังถูก โดยเทรดที่ระดับเพียง 0.67x PBV (-1.25SD below 10-yr average PBV) ขณะที่เรายังคงเลือก KBANK, KTB เป็น Top pick - KTB ราคาเป้าหมายที่ 24.50 บาท อิง PBV 2025E ที่ 0.85x (-0.75SD below 10-yr average PBV) เพราะกำไรสุทธิปี 2024E อยู่ที่ 4.3 หมื่นล้าน บาท เพิ่มขึ้นสูงที่สุดในกลุ่มธนาคารที่ +18% YoY ขณะที่เราคาดว่าแนวโน้ม กำไรสุทธิ 4Q24E จะเพิ่มขึ้น YoY แต่จะลดลง QoQ จาก OPEX ที่เพิ่มขึ้นตาม ฤดูกาล และ KTB เน้นปล่อยสินเชื่อภาครัฐมากขึ้น ซึ่งเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยง ต่ำและรองรับกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงได้ - KBANK ราคาเป้าหมายที่ 176.00 บาท บาท อิง 2025E PBV ที่ 0.70x (1.00SD below 10-yr average PBV) เพราะคุณภาพของสินทรัพย์ที่ดีขึ้น และคาดหวัง JV AMC กับ BAM จะช่วยลด NPL ได้ในระยะยาว และคาด กำไร 4Q24E จะเพิ่มขึ้น YoY จากสำรองฯที่ลดลง โดยปัจจุบันซื้อขายเพียง 0.66x PBV (-1.25SD below 10-yr average PBV) ถูกกว่า SCB ที่ 0.81x PBV *** SCB-TTB- TISCO- KKP อาจจะได้รับผลกระทบมาก ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองว่า กลุ่มธนาคาร มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน “คุณสู้ เราช่วย” ที่ประกอบด้วย 1) กลุ่มที่เข้าข่ายช่วยเหลืออยู่ที่ 0.89 ล้านลบ. น้อยกว่าที่คาดเดิม 1.3 ล้านลบ. 2) ลงทะเบียนได้ถึง 28 ก.พ. 2025 ยังเป็นโปรแกรมสมัครใจ 3) FIDF fee ที่จะลงครึ่งหนึ่งอาจจะเป็นเฉพาะปีแรก ปีที่สอง ที่สาม อาจจะพิจารณาหลังปิดลงทะเบียน 4) ดอกเบี้ยที่พักไว้ 3 ปี รัฐบาลกับธนาคารจะสนับสนุนช่วยกันคนละ 50% 5) กำลังพิจารณาที่จะขยายมาตรการไปยังกลุ่ม Non-bank และ 6) มีเงื่อนไขห้ามก่อหนี้ใหม่ใน 12 เดือนแรก เรามีมุมมองเป็นลบต่อแบงก์พาณิชย์ แต่อาจจะน้อยกว่าที่เราคาดไว้เดิม เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายที่ลดลงเหลือ 8.9 แสนลบ. ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับจำนวนลูกหนี้ที่จะมาลงทะเบียน อย่างไรก็ดีการที่ส่งสัญญาณว่า FIDF fee cut อาจน้อยลงในปีที่สองและสาม ทำให้ผลกระทบด้านลบยังมีอยู่ ธนาคารรายย่อยที่มีลูกหนี้กลุ่มสินเชื่อบ้านและรถเยอะ เช่น SCB TTB TISCO KKP อาจจะได้รับผลกระทบเยอะกว่า *** จับตา SCB - KBANK -KTC - AEONTS เข้าเกณฑ์ ทำคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น บล.กรุงศรี ประเมินกระบวนการที่เดินหน้าจะช่วยคุณภาพสินทรัพย์ของลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงเป็น NPL บรรเทาลง บวกต่อกลุ่มธนาคาร ที่มีสินเชื่อเข้าข่ายในมาตรการสูงๆ SCB KBANK เช่าซื้อ KTC AEONTS โครงการ จะครอบคลุมลูกหนี้ 1.9 ล้านราย 2.1 ล้านบัญชี หนี้คงค้าง 8.9 แสนล้านบาท เริ่มลงทะเบียนร่วมโครงการตั้งแต่ 12 ธ.ค. – 28 ก.พ. แบ่งเป็น 2 มาตรการ มาตรการที่ 1 “จ่ายตรง คงทรัพย์” ประเมินเป็นกลางถึงบวกต่อกลุ่มธนาคาร โดย ประเมินคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น จะช่วยลดผลกระทบการลด FIDF อาจจะไม่ครอบคลุมรายได้ดอกเบี้ยทั้งหมด ขณะที่เปิดโอกาสให้ธนาคารยังน่าจะขยายสินเชื่อกับกลุ่มลูกค้าดังกล่าวได้ต่อ กลยุทธ์ เน้นหุ้นธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อดังกล่าวสูง SCB(58% ของสินเชื่อ) KBANK (50%) ส่วน มาตรการที่ 2 “จ่าย ปิด จบ” ประเมินหนี้ดังกล่าวส่วนใหญ่น่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล เป็นบวกต่อกลุ่มเช่าซื้อ ผู้ให้บริการบัตรเครดิต กลยุทธ์ เน้นหุ้นธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อดังกล่าวสูง KTC (98% ของสินเชื่อ) AEONTS (92%) เชิงกลยุทธ์ ประเมินมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนชุดใหม่มีโอกาสเปิด Upside ในส่วนผลบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคาร และเช่าซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้ที่เข้าข่ายการช่วยเหลือสูง KBANK (TP-180) SCB (TP Max Con-135) AEONTS (TP-140) KTC(TP-55) *** หนี้ครัวเรือนลดลง 1-1.5% เป็นบวกต่อจีดีพีเล็กน้อย บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) มองเป็นกลางต่อมาตรการแก้หนี้ดังกล่าวโดยคาดว่าธนาคารจะต้องเสียรายได้ดอกเบี้ยด้วยต้นทุนหนี้เสียที่ต่ำลง และคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นในช่วงระยะเวลา 3 ปี ของโครงการ นอกจากนี้ในมุมเชิงเศรษฐศาสตร์ มองว่าเป็นมาตรการที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจไทยเล็กน้อย มาตรการหนี้คิดเป็น 5.5% ของหนี้สินครัวเรือนทั้งหมด และอาจลดหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีได้ 1-1.5% |