3 แบงก์เล็ก รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/67 สะดุด เหตุรับสินเชื่อชะลอ-รายได้ค่าธรรมเนียมหดตัว KKP มีกำไร 1,506 ลบ. ลดลง 28% รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง ส่วน CIMBT กำไร 626 ลบ.ลดลง 24% ฟาก LHFG กำไรลด 40% รับผลขาดทุนด้านเครดิต ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าสำหรับไตรมาส 1/67 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 1,506 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 27.8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/66 ที่ทำได้ 2,085 ล้านบาท แต่ปรับเพิ่มขึ้น 124.9% หากเทียบกับไตรมาส 4/66 ที่ทำได้ 670 ล้านบาท โดยหลักจากการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามหากพิจารณากำไรเบ็ดเสร็จรวมสำหรับไตรมาส 1/67 เท่ากับ 1,676 ล้านบาท ทั้งนี้รายได้จากการดำเนินงานรวมมีจำนวน 6,832ล้านบาท ปรับลดลงเล็กน้อยที่ 1.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/66 โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับเพิ่มขึ้นที่ 0.6% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับลดลง 8.1% ตามภาวะทางด้านตลาดทุนที่ยังคงซบเซาส่งผลให้รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง ในขณะที่รายได้ค่านายหน้าประกันปรับลดลงเช่นกันตามการชะลอตัวของสินเชื่อปล่อยใหม่ ทางด้านค่าใช้จ่ายธนาคารยังสามารถบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้สุทธิอยู่ที่ 42.4% ขณะที่สินเชื่อรวมของธนาคาร (ไม่รวม POCI) มีจำนวน 395,646 ล้านบาท หดตัวเล็กน้อยที่ 0.7% จากสิ้นปี 66 ซึ่งเป็นไปตามแผนการของธนาคารในการชะลอการเติบโตของสินเชื่อภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง โดยการขยายตัวของสินเชื่อจะเน้นการเติบโตอย่างระมัดระวังในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีคุณภาพสินเชื่อที่ดี ธนาคารมีการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นจำนวน 609 ล้านบาท ลดลง 44.5% หากเทียบกับไตรมาส 1/66 นอกจากนี้แล้วในไตรมาส 1/67 ภายใต้หลักการบริหารคุณภาพสินเชื่อเชิงรุกธนาคารได้มีการพิจารณาจัดชั้นเชิงคุณภาพสินเชื่อขนาดใหญ่รายหนึ่ง ซึ่งธนาคารได้มีการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้ครบถ้วนแล้วในไตรมาส 4/66 ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 1/ 67 อยู่ที่ 3.8% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.2% ณ สิ้นปี 66 ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/67 อยู่ที่ 626.1 ล้านบาท ลดลงจำนวน 204 ล้านบาท หรือ 24.6% เมื่อเทียบกับผลกำไรสุทธิของงวดเดียวกันปี 66 กำไรก่อนภาษีเงินได้จำนวน 790.2 ล้านบาท ลดลงจำนวน 247.9 ลัานบาท หรือ 23.9% สาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของรายได้จากการดำเนินงาน 8.4% และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน 11.8% สุทธิกับผลขาดทุนด้านเครดิดที่ดาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 36.9% ทั้งนี้รายได้จากการดำเนินงานมีจำนวน 3,506.1 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันก่อนจำนวน 322.7 ล้านบาท หรือ 8.4% การลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงจำนวน 28.8 ล้านบาท หรือ 1.2% เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของเงินรับฝาก รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงจำนวน 26.2 ล้านบาท หรือ 8% ขณะที่เงินให้สินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชี (รวมเงินให้สินเชื่อซึ่งค้ำประกันโดยธนาคารอื่นและเงินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงิน) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 248.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับเงินให้สินเชื่อ ณ สิ้นปี 66 ส่วนสินเชื่อต้อยกุณภาพ (NPLs) อยู่ที่ 8.4 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้นอยู่ที่ 3.4% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 66 อยู่ที่ 3.3% สาเหตุเกิดจากสินเชื่อรายย่อย ด้านอัตราส่วนรายได้ตอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (NIM) สำหรับงวดสามเดือนปี 67 อยู่ที่ 2.2% ลดลงจากงวดเดียวกันปี 66 อยู่ที่ 2.6% เป็นผลจากตันทุนเงินฝากที่เพิ่มขึ้น ส่วนอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิดที่คาดว่จะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ วันที่ 31 มี.ค.67 อยู่ที่ 121.3% ลดลงจากสิ้นปี 66 ซึ่งอยู่ที่ 124.2% ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเดรดิดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มธนาคารอยู่ที่จำนวน 9.6 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 1.5 พันล้านบาท บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/67 อยู่ที่ 399.2 ล้านบาท ลดลง 40.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/66 ที่มีกําไรสุทธิจํานวน 669.9 ล้านบาท เป็นผลจากการลดลงของรายได้เงินปันผล โดยบริษัทย่อยอย่างธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)มีกําไรสุทธิจํานวน 370.3 ล้านบาท ลดลง 29.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/66 ที่มีกําไรสุทธิจํานวน 526.5 ล้านบาท เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานอื่นและผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจํานวน 3,270 ล้านบาทและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิจํานวน 188.3 ล้านบาท ขณะที่เงินให้สินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชีและผลกําไรหรือขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใหม่ (รวมรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน) จํานวน 256,423.8ล้านบาท ลดลง 10,923.6 ล้านบาท หรือ 4.1% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 66 ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไตรมาสที่ 1/67จํานวน 526.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/66 และอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 202.11% |