GULF คาดผลงาน Q2/69 โตต่อเนื่อง รับความต้องการใช้ไฟในประเทศพุ่งและบันทึกกำไรจากการขายหุ้น51% โรงไฟฟ้าพลังน้ำ Pak Lay รวมถึงเงินปันผลจาก KBANK ตั้งเป้ารายได้-EBITDA ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 10-15% พร้อมเตรียมงบลงทุน 5 ปีกว่า 1.3- 1.4 แสนลบ. ใช้ขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจ LNG แย้มเดือน ก.ย.69 เล็งออกหุ้นกู้อีก 2 หมื่นลบ. นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยในงาน "Earnings Call" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้
คาดผลประกอบการไตรมาส 2/69 จะเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากธุรกิจไฟฟ้าในประเทศทั้ง IPP และ SPP จะเติบโตขึ้นจากดีมานด์การใช้ไฟฟ้าในประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน ขณะที่ค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Payment) ของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson ในประเทศสหรัฐฯที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ไฟฟ้าของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่มากขึ้น และการบันทึกกำไรจากการขายหุ้นสัดส่วน 51% ในโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Pak Lay ในประเทศสปป.ลาว มูลค่าประมาณ 1,900 ล้านบาท ในช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงจะมีการบันทึกเงินปันผลรับจาก KBANK อีก 2,800 ล้านบาท ในงวดไตรมาส 2 อีกด้วย ตั้งเป้ารายได้และกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เติบโตประมาณ 10-15% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยบวกหลักๆจากการเปิดดำเนินงาน (COD) ของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศเพิ่มขึ้น 6 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตรวม 623 เมกะวัตต์ (MW) ในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ ซึ่งคาดจะทำให้ GULF รับรู้กำไรเพิ่มขึ้นปีละ 600 ล้านบาท ประกอบกับยังมีโครงการขยะชุมชนขนาดกำลังการผลิต 10 MW ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งคาดจะเปิด COD ภายในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทรับรู้กำไรได้ปีละ 120 ล้านบาท รวมยังมีโครงการโซลาร์รูฟท็อปที่จะมีการทยอยเปิดในปีนี้มากกว่า 60 MW ด้านธุรกิจโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี (M81) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีปริมาณการจราจรเฉลี่ย 40,000 คันต่อวัน ขณะที่โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) อาจมีการล่าช้าออกไปเปิดดำเนินการในช่วงไตรมาส 1/70 เนื่องจากมีการล่าช้าของการส่งมอบพื้นที่จากกรมทางหลวง สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐฯ มีการปรับค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Payment) เพิ่มขึ้นเป็น 329 ดอลลาร์/MW/วัน จากเดิมที่ 270 ดอลลาร์/MW/วัน ตั้งแต่เดือน มิ.ย.นี้ เป็นต้นไป ซึ่งทำให้ปีนี้บริษัทจะรับรู้กำไรเพิ่มขึ้นอีก 600-700 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน ด้านธุรกิจนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในปี 69 คาดว่าจะนำเข้าก๊าซฯประมาณ 70 ลำ หรือคิดเป็นปริมาณ 4-5 ล้านตัน โดยคาดว่าจะรับรู้กำไรจากธุรกิจ LNG ปีนี้ประมาณ 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามยืนยันบริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทั้งเรื่องปริมาณและราคาก๊าซฯ เพราะไม่ได้มีการนำเข้าก๊าซฯจากแหล่งใดเพียงแหล่งเดียว โดยมีการนำเข้าทั้งจากสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ ธุรกิจบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC (เอไอเอส) คาดว่าผลประกอบการปีนี้จะปรับตัวดีขึ้น จากการขยายฐานผู้ใช้บริการ 5G และอัพเกรดแพคเก็จที่มีมูลค่าต่างๆ รวมถึงคอนเทนต์ใหม่ๆเพื่อมาเสริมธุรกิจมือถือและบรอดแบนด์ ซึ่งจะทำให้ GULF สามารถรับรู้กำไรเพิ่มขึ้นได้ ส่วนธุรกิจดิจิทัลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ ปัจจุบันโครงการ GSA01 ขนาด 25 MW ซึ่งมีลูกค้าจองพื้นที่เต็มแล้ว ซึ่งลูกค้าเข้ามาใช้บริการเต็มในกลางปีนี้ และตอนนี้บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ GSA02 ขนาด 38 MW คาดให้บริการช่วงไตรมาส 1/70 นอกจากนี้บริษัทเตรียมพัฒนาโครงการ GSA03 ขนาด 100 MW ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง GULF และ AIS คาดเปิดบริการไตรมาส 4/70 ตั้งงบลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้า (ปี69-73) ประมาณ 1.3-1.4 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นสัดส่วน 70% สำหรับลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน,10% ในธุรกิจ LNG,10% ในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์,5% ในธุรกิจท่าเรือแหลมฉบัง และอีก 5% ลงทุนในธุรกิจอื่นๆ โดยด้านแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าและเงินปันผลของโครงการต่างๆรวมประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาทต่อปี นอกจากนี้มีแผนออกหุ้นกู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพราะสัดส่วน D/E ของบริษัทที่ยังต่ำ ในเดือน ก.ย.69 มีแผนออกขายหุ้นกู้อีกประมาณ 20,000 ล้านบาท หลังจากต้นปีที่ผ่านมามีการออกหุ้นกู้ในประเทศไปแล้วราว 35,000 ล้านบาท และปัจจุบันยังเตรียมหาแหล่งเงินกู้ที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์อีกประมาณ 400-600 ล้านดอลลาร์ ยอมรับดีล M&A โรงไฟฟ้ายังดูอยู่หลายโครงการทั้งในประเทศสหรัฐฯและอีกหลายประเทศ แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งหากโครงการไหนดีบริษัทก็พร้อมพิจารราในการเข้าไปซื้อกิจการ โดยมีขนาดตั้งแต่มูลค่า 100-400 ล้านดอลลาร์ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ ปัจจัยบวก แนวโน้มกำไรปกติงวด Q2/69 จ่อทำ New High ต่อเนื่อง: คาดการณ์กำไรสุทธิหลักจะเติบโตอย่างโดดเด่นทั้ง YoY และ QoQ สู่ระดับสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 1.00 - 1.07 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 โดยมีปัจจัยหนุนจากปริมาณขายไฟฟ้าในไทยที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล (High Season) และการรับรู้รายได้เงินปันผลจาก KBANK ราว 2.8 - 3.5 พันล้านบาท รวมถึงการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายสัดส่วนเงินลงทุนในโครงการ Pak Lay อีกราว 1.8 - 1.9 พันล้านบาท (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ)
ปรับเพิ่มเป้าหมายธุรกิจ Data Center เพื่อรองรับดีมานด์ก้าวกระโดด: บริษัทได้ปรับเพิ่มเป้าหมายการขยายธุรกิจ Data Center ระยะยาวขึ้นเป็น 1,000 - 2,000 เมกะวัตต์ (จากเดิม 300 - 500 เมกะวัตต์) เพื่อสะท้อนอัพไซด์จากกลุ่ม Hyperscaler ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย และเปลี่ยนกลยุทธ์มาเน้นลงทุนเอง 100% เพื่อความยืดหยุ่น ซึ่งจะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนกำไรรายได้ใหม่ในอนาคต (บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ) โอกาสเติบโตจากแผน PDP ฉบับใหม่และตลาดต่างประเทศ: ธุรกิจโรงไฟฟ้าหลักยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในไทยผ่านแผน PDP ฉบับใหม่ที่มีโอกาสเสนอภายใน 6-12 เดือนนี้ รวมถึงการเดินหน้าศึกษาร่วมกับพันธมิตรเพื่อกลับเข้าไปลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ยุโรปและสหราชอาณาจักร ซึ่งมีโอกาสได้รับผลตอบแทน (IRR) ในระดับ Double Digit (บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ) เป้ารายได้ปี พ.ศ. 2569 เติบโตแข็งแกร่ง 10-15%: บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 10-15% YoY หนุนจากการเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มอีกกว่า 695 เมกะวัตต์, อัตราค่าไฟในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการเติบโตของธุรกิจดิจิทัล ทั้งนี้คาดการณ์กำไรหลักในช่วงปี พ.ศ. 2569 - 2571 จะเติบโตราว 21% YoY, 7% YoY และ 0.2% YoY ตามลำดับ (บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ) ผลเจรจาค่าไฟเวียดนามลงตัว-รับรู้รายย้อนหลัง: โครงการโรงไฟฟ้าที่ประเทศเวียดนามบรรลุข้อตกลงเรื่องค่าไฟ โดย GULF จะได้รับอัตราค่าไฟเดิมตามสัญญา และได้รับชำระค่าไฟฟ้าย้อนหลังจาก EVN เข้ามาในงวด Q1/69 เรียบร้อยแล้ว (บล.เอเซียพลัส) สยบกระแสข่าวลือ ไม่มีผลกระทบจากกรณีหุ้น MINT: ทางผู้บริหารชี้แจงว่าการเข้าลงทุนในหุ้น MINT มูลค่า 825 ล้านบาท เป็นการลงทุนโดย Gulf Holding ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ไม่ใช่การลงทุนจาก GULF โดยตรง จึงไม่มีผลกระทบต่อผลประกอบการและฐานะการเงินของบริษัท (บล.เอเซียพลัส) ปัจจัยลบ ต้นทุนราคาก๊าซปรับตัวสูงขึ้นในงวด Q2/69: คาดการณ์ราคาก๊าซของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ในงวด Q2/69 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 50 บาท ไปอยู่ที่ระดับ 350 บาท/mmbtu อย่างไรก็ตาม คาดว่า GULF จะได้รับผลกระทบในส่วนนี้จำกัด เนื่องจากมีสัดส่วนยอดขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเพียง 6% เท่านั้น (บล.เคจีไอ)
ความสามารถในการจ่ายปันผลของ ADVANC อาจลดลง: แม้ว่าภาพรวมธุรกิจดิจิทัลผ่านการลงทุนใน ADVANC จะยังคงเติบโตได้ดีต่อเนื่องแบบ YoY แต่ทางฝ่ายวิจัยประเมินว่าความสามารถในการจ่ายเงินปันผลในรอบนี้อาจจะไม่สูงเท่ากับรอบก่อนหน้า (บล.เอเซียพลัส) ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและการดำเนินงาน: โครงการลงทุนต่างๆ ยังคงมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ การปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้านอกเหนือแผนงาน, ปัญหาต้นทุนการก่อสร้างบานปลาย (Cost Overrun) รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลก (บล.เคจีไอ) ความเสี่ยงเชิงนโยบายรัฐและการปรับทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจ: ร่างแผน PDP อาจมีความล่าช้าจากการอยู่ระหว่างทบทวนการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า (Load Forecast) เนื่องจากความเสี่ยงเรื่องภาวะเศรษฐกิจ (GDP) ที่ชะลอตัว (บล.กรุงศรี) ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น GULF เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews |