AOT ตั้งเป้าปี 70 รายได้โต รับจำนวนผู้โดยสายโต 2% จากปีนี้หรือแตะระดับ 128.5- 129 ล้านคน หลังสงครามในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย กางแผนทุ่มงบกว่า 3 แสนลบ. พัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง แย้มครบรอบ 47 ปี มุ่งยกระดับท่าอากาศยานสู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยภายในงานแถลงข่าว "ครบรอบการดำเนินงาน 47 ปี" โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
แนวโน้มผลประกอบการปี 70 AOT ตั้งเป้ารายได้ปีงบประมาณ 2570 (ต.ค.69 - พ.ค.70) จะเติบโตจากปีนี้ ตามทิศทางจำนวนผู้โดยสารรวมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2% หรือคิดเป็นประมาณ 128.5-129 ล้านคน จากปี 69 ที่คาดจะไม่เติบโตหรือทรงตัวจากปีก่อนที่ประมาณ 126 ล้านคน โดยมีปัจจัยหนุนจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่คลี่คลายมากขึ้น ทั้งนี้คาดว่าในปี 70 อุตสาหกรรมการบินยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งทำให้ AOT เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการบิน ส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินใหม่ในตลาดที่มีศักยภาพสูง รวมถึงสร้างความร่วมมือกับสายการบินและภาคการท่องเที่ยวในการกระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามการจองสล็อตเที่ยวบินช่วงปลายปี 69 (เดือน ต.ค.-ธ.ค.69) เริ่มเห็นปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนปริมาณการจราจรทางอากาศรอบ 8 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.68 - พ.ค.69) ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT พบว่ามีเที่ยวบินรวม 552,119 เที่ยวบิน หรือเพิ่มขึ้น 1.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีผู้โดยสารรวมจำนวน 90.98 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.76% เตรียมทุ่มงบกว่า 3 แสนลบ. พัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง AOT ที่จะเร่งยกระดับศักยภาพของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้กว่า 160 ล้านคนต่อปีภายในปี 77 ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนทั้งหมดทุกโครงการประมาณ 300,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 10-20 ปีข้างหน้า โดยแบ่งการก่อสร้างออกเป็นเฟสๆ ซึ่งช่วงแรกยังไม่จำเป็นต้องกู้เงิน เพราะคาดว่ากระแสเงินสดของบริษัทนำมาใช้ลงทุนได้ โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเร่งก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ที่จะเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอีก 81,000 ตารางเมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 74 ทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีขีดความสามารถเป็น 70 ล้านคนต่อปี ซึ่งดำเนินการคู่ขนานไปกับการพัฒนาทางด้านทิศใต้พื้นที่กว่า 750,000 ตารางเมตร จะแบ่งการก่อสร้างเป็นหลายระยะ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการขั้นตอนการออกแบบ หลังจากนั้นจะเริ่มก่อสร้างโครงการพัฒนาด้านทิศใต้ในปี 72 พร้อมคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ระยะแรก (Phase 1/3) ในช่วงปี 76 ด้านท่าอากาศยานดอนเมืองจะดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร อาคาร 3 และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารอาคาร 1 และอาคาร 2 ให้ทันสมัยพร้อมปรับปรุงระบบการจราจรภายในสนามบินให้คล่องตัวมากขึ้น และเชื่อมต่อระบบขนส่งทางราง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 77 ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่บริเวณด้านทิศใต้และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารเดิมทั้งหมดให้เป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ พร้อมขยายและปรับปรุงลานจอดอากาศยาน และก่อสร้างพื้นที่จอดรถยนต์ 1,100 คัน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 77 ท่าอากาศยานภูเก็ตจะก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และขยายอาคารเทียบเครื่องบิน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 74 และท่าอากาศยานหาดใหญ่อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) โดยคาดว่าจะจัดทำแผนแม่บทเสร็จสิ้นภายในปี 69 นี้ นอกจากการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานแล้ว AOT จะเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติผลการคัดเลือกเอกชนดำเนินโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้นและกิจการอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง และโครงการให้บริการคลังสินค้าของผู้ประกอบการรายที่ 3 ก่อนจะลงนามในสัญญาร่วมลงทุนต่อไป รวมทั้ง AOT ได้วางแผนการดำเนินงานเพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารสู่มาตรฐานโลก พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย ความอบอุ่น และความใส่ใจ ตลอดจนผลักดันคุณภาพการบริการให้เทียบเคียงสนามบินชั้นนำของโลก พัฒนาประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารแบบครบวงจร ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างใช้บริการที่สนามบิน จนถึงหลังการเดินทาง นอกจากนั้นได้นำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องตัวในกระบวนการต่างๆ โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ,ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานภูเก็ต AOT ได้ยกระดับการบริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเร่งระดมติดตั้งเครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control: ABC) สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออกทั้งหมดกว่า 200 ชุด พร้อมช่องทางพิเศษสำหรับผู้ต้องการได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ (ABC Special Assistant Lane) อีก 8 ชุดภายในปี 69 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลารอคิวเข้าตรวจหนังสือเดินทางได้ดียิ่งขึ้น ก้าวต่อไปของ AOT ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดในการรักษาความปลอดภัยและความปลอดภัยด้านการบิน ซึ่งรวมไปถึงการป้องกันอันตรายที่เกิดจากสัตว์โดยรอบท่าอากาศยาน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณานำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยมาใช้ในการบริหารจัดการอันตรายที่เกิดจากสัตว์ เช่น เทคโนโลยีที่ใช้ในการขับไล่มีวิธีการทำงานโดยส่งสัญญาณเสียงที่เหมาะกับชนิดของนกที่พบ พร้อมระบบบันทึกข้อมูล ซึ่งจะสามารถนำมาต่อยอดไปสู่การเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง และวิเคราะห์ข้อมูลของนกและสัตว์ได้อย่างเป็นระบบ ด้านการรักษาความปลอดภัย AOT ยังได้นำอุปกรณ์ตรวจค้นสัมภาระที่ใช้เทคโนโลยีเครื่องเอกซเรย์สัมภาระ 3 มิติ (CT) และระบบตรวจจับวัตถุต้องห้ามด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งาน ทั้งนี้ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ได้รับการตรวจสอบและกำกับดูแลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการดำเนินงานของ AOT เป็นไปตามมาตรฐานสากล เร่งเปิดเส้นทางใหม่ หวังลดผลกระทบจากตะวันออกกลาง
จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้โดยสารและเส้นทางบิน รวมถึงต้นทุนเชื้อเพลิงของสายการบิน และปัจจัยอื่นๆ AOT จึงเล็งเห็นโอกาสที่จะได้เร่งเปิดตลาดใหม่หรือเส้นทางที่ยังไม่มีบริการบินตรง โดยเน้นเจาะตลาดที่มีความต้องการเดินทางสูง เช่น อินเดีย,จีน และยุโรป เป็นต้น รวมทั้งเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคและสนับสนุนเส้นทางต่อเครื่อง โดยขณะนี้ AOT มีโครงการกระตุ้นตลาดด้านการบินให้แก่สายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่มายังท่าอากาศยานของ AOT ซึ่งโครงการจะสิ้นสุดในวันที่ 28 ต.ค.71 โดยมอบส่วนลดค่าบริการขึ้นลง ค่าบริการที่เก็บอากาศยานและค่าใช้บริการสะพานเทียบเครื่องบิน อีกทั้ง AOT จะเข้าร่วมงานประชุมและเจรจาธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาเส้นทางการบิน (Route Development) เพื่อหารือ เจรจาธุรกิจ นำเสนอความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางการบิน และจูงใจให้สายการบินเปิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มการให้บริการมายังประเทศไทย นอกจากนี้ AOT จะนำพื้นที่ว่างเปล่าบริเวณรอบท่าอากาศยานมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับองค์กรอีกทางหนึ่ง ตลอดจนกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยรอบท่าอากาศยาน และเกิดการจ้างงาน ซึ่งสามารถพัฒนาพื้นที่เป็นโครงการต่างๆ เช่น โรงแรมสนามบิน (Airport Hotel) ศูนย์การขนส่งและกระจายสินค้า (Logistics Park) อุทยานการบิน (Aviation Park) ศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สำนักงานให้เช่า ศูนย์นันทนาการ (Recreation Center) เพื่อเป็นแหล่งรวมกิจกรรมยามว่างด้านสุขภาพและความบันเทิง เป็นต้น โดยจะเปิดให้เอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจมาร่วมลงทุนต่อไป
ด้านการดำเนินการไปสู่เป้าหมายของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) AOT ได้ประกาศนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งเป็นท่าอากาศยานสากลชั้นนำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืน โดยวางแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาอาคารผู้โดยสาร (Solar Rooftop) และนำไฟฟ้าที่ได้มาใช้หมุนเวียนภายในท่าอากาศยาน รวมทั้งได้กำหนดนโยบายให้รถทุกชนิดของ AOT และผู้ประกอบการที่จะขออนุญาตเข้าใช้ในสนามบินต้องเป็นยานยนต์ไฟฟ้าและกำหนดให้อาคารต่างๆ ที่จะก่อสร้างตามแผนพัฒนาของ AOT เป็นอาคารประหยัดพลังงาน หรืออาคารเขียว ครบรอบการดำเนินงาน 47 ปี มุ่งยกระดับเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก
วันที่ 1 ก.ค.69 AOT จะครบรอบการดำเนินงาน 47 ปี ด้วยวิสัยทัศน์ “เป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล การบริการเป็นเลิศ ทันสมัย และยั่งยืน” โดยมียุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานถึงปี 2580 เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก (World - Class Aviation Hub) ผ่านการพัฒนาท่าอากาศยาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศอุตสาหกรรมการบิน ผ่านการประยุกต์ใช้ดิจิทัลและนวัตกรรม ตลอดจนยกระดับคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง "AOT มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานท่าอากาศยานอย่างเข้มแข็งเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในการพัฒนาองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้เติบโต และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายระยะยาวของชาติต่อไป" นางสาวปวีณา กล่าว ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย เตรียมจัดงาน “CAPITAL WITH PURPOSE 2026” งานสัมมนาด้าน ESG สำหรับผู้บริหารองค์กร ที่จะเจาะลึกประเด็น Green Finance เทรนด์การเงินเพื่อความยั่งยืน และโอกาสการเข้าถึงทุนในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยงานจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 มิ.ย. 2569 ณ True Digital Park ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงาน คลิกภาพ! 
|