KKP เผยกลยุทธ์การลงทุนช่วงครึ่งหลังของปี ชี้ความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อที่ดื้อรั้น และ ความเสี่ยงของกระแส AI กำลังบีบให้นักลงทุนต้องปรับตัวครั้งใหญ่ แนะใช้กลยุทธ์บริหารพอร์ตเชิงรุก เลี่ยงการลงทุนแบบกระจุกตัว พร้อมเปิด 2 ธีม ลงทุนเด่น "โครงข่ายไฟฟ้า (Grid ETF)-หุ้นเล็กสหรัฐฯ" ที่จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้พอร์ตฝ่าวิกฤตความผันผวน นายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจแบ่งขั้วอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ KKP ที่ประเมินว่า ความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์จะทำให้เกิดภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานบ่อยครั้งขึ้น
"แม้ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบอาจทรงตัวบริเวณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปลายปีนี้ หากมหาอำนาจเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบได้ แต่เราเห็นตรงกันว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงเป็นความเสี่ยงที่พร้อมปะทุและส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงด้านพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงนี้ จะทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานลดลงช้ากว่าเป้าหมาย และ บีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ นักลงทุนจึงต้องเตรียมรับมือกับทิศทางนโยบายการเงินที่ผันผวน โดยเฉพาะภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่ที่ลดการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยล่วงหน้า ทำให้การประเมินตลาดทำได้ยากขึ้น"นายทวีศักดิ์ กล่าว ***มองข้ามฟองสบู่ AI สู่โอกาสในโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับประเด็นการลงทุนในกลุ่ม AI ที่ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและผลกำไรเชิงพาณิชย์นั้น ประเมินว่า แม้การนำโมเดล AI ไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจจนเกิดกำไรอย่างเป็นรูปธรรมอาจต้องใช้เวลาพิสูจน์อีก 2-3 ปีตามที่นักเศรษฐศาสตร์ของ KKP ได้ออกมาเตือนก่อนหน้า แต่ในมิติของการลงทุน นี่อาจยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของตลาดขาขึ้น ทั้งยังอาจเป็นการเปลี่ยนผ่านจากโอกาสในหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานในระยะแรกกระจายไปสู่กลุ่มอื่นๆในระยะถัดไป "ยุคต่อไปของเทคโนโลยี AI ที่ระบบสามารถคิด และ ทำงานร่วมกันได้อย่างอัตโนมัติ จะผลักดันความต้องการด้านการประมวลผลเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ดังนั้น แม้การแข่งขันในกลุ่มผู้พัฒนาโมเดลจะรุนแรงขึ้น แต่บริษัทที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับระบบเหล่านี้ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีก อีกทั้ง แรงขับเคลื่อนของตลาดหุ้นโลกหลังจากนี้จะไม่ได้กระจุกตัวแค่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่จะกระจายตัวไปยังบริษัทที่มีกำไรเติบโตจริง และ มีระดับราคาที่เหมาะสม การปรับฐานของตลาดที่อาจเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อม"นายทวีศักดิ์ กล่าว ***2 ธีมลงทุนเด่น สร้างภูมิคุ้มกันให้พอร์ต เพื่อรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง KKP แนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์และทิศทางผลกำไรแตกต่างจากหุ้นขนาดใหญ่ และพันธบัตรทั่วไป โดยเน้นย้ำ 2 ธีมการลงทุนที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง 1.กองทุนรวมที่ลงทุนในโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (Grid ETF) : ธีมการลงทุนที่รับอานิสงส์โดยตรงจากความต้องการใช้พลังงานมหาศาลของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ AI โดยก้าวข้ามความเสี่ยงเรื่องความสำเร็จของผู้พัฒนาโมเดลรายใดรายหนึ่งไปสู่การลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีความมั่นคงสูง 2.หุ้นขนาดเล็กในสหรัฐฯ : กลุ่มที่ได้เปรียบจากระดับราคาที่ยังน่าสนใจ และ เป็นผู้รับประโยชน์หลักจากนโยบายการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าและปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งเป็นธีมที่เติบโตได้ดีในยุคเศรษฐกิจแบ่งขั้ว "โลกในวันนี้มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นในทุกมิติ ทั้งสงคราม ดอกเบี้ย และ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี แต่ไม่ได้หมายความว่าเราควรหยุดลงทุน การจัดพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เลือกลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพที่ได้เปรียบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง คือ หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้พอร์ตของลูกค้า KKP แข็งแกร่ง และ เติบโตได้ในระยะยาว"นายทวีศักดิ์ กล่าว อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |