สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 30 ก.ค.69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) | ซื้อ | 45.00 บาท | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) | ซื้อ | 45.00 บาท | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อ | 43.00 บาท | บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส | ซื้อ | 42.50 บาท | บล.เอเซีย พลัส | ซื้อ | 39.00 บาท |
สรุปปัจจัยบวก + กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High): ประเมินกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 1,879 - 1,900 ล้านบาท เติบโต 13.4% - 15.3% YoY และ 2.4% - 4.2% QoQ รับผลดีจากการเติบโตของสินเชื่อจำนำทะเบียนรถและรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซีย พลัส)
+ ยอดปล่อยสินเชื่อยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง: คาดว่าสินเชื่อจะเติบโต 6.3% - 8.4% YoY และ 1.0% - 3.0% QoQ (พอร์ตสินเชื่อสุทธิแตะ 1.86 แสนล้านบาท) หนุนโดยความต้องการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ช่วงเปิดภาคเรียน เทศกาล และการขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 8,906 สาขา (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซีย พลัส)
+ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM / Loan Spread) ปรับตัวดีขึ้น QoQ: คาด NIM ขยับขึ้นมาที่ 13.89% (+45 bps QoQ) และ Loan Spread ทรงตัวได้ในระดับ 13% (Yield 17.3% เทียบ Cost of fund 4.4%) จากผลของต้นทุนทางการเงินที่ทยอยลดลง (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซีย พลัส)
+ ประสิทธิภาพการดำเนินงานและการควบคุมค่าใช้จ่ายทำได้ดี: อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio) ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 47.97% - 48.4% เนื่องจากรายได้รวมเติบโตเร็วกว่าค่าใช้จ่าย (บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซีย พลัส)
+ สัดส่วนการตั้งสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) ปรับตัวแข็งแกร่งขึ้น: ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 145% (จาก 144% ใน 1Q69) ช่วยเพิ่มกันชนรองรับความเสี่ยง และมีโอกาสได้รับการปรับขึ้น Credit Rating ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินในระยะยาว (บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซีย พลัส)
+ แนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลังและภาพรวมปี 2569 เติบโตต่อเนื่องทำสถิติใหม่: คาดกำไรสุทธิทั้งปี 2569 อยู่ที่ราว 7,480 ล้านบาท หรือเติบโต 11.3% - 15.8% YoY รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อกลุ่มฐานราก (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซีย พลัส)
+ ราคาหุ้นยัง Laggard และมี Upside น่าสนใจ: ราคาหุ้น YTD ปรับขึ้นเพียง 5.6% ยังไม่สะท้อนแนวโน้มกำไรที่ขยายตัวต่อเนื่อง และมีโอกาสเกิด Valuation Catch-up เมื่อ Sentiment ตลาดกลับมาเป็น Risk-on (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.เอเซีย พลัส)
สรุปปัจจัยลบ - อัตราส่วน NPL / Loan มีแนวโน้มขยับขึ้นเล็กน้อย: คาดการณ์ NPL ในไตรมาส 2/2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.56% - 2.62% (จาก 2.54% - 2.57% ใน 1Q69) ตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังคงอยู่ภายใต้กรอบเป้าหมายของบริษัทที่ไม่เกิน 3.2% (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซีย พลัส)
- ต้นทุนการเงินจากการตั้งสำรอง (Credit Cost) ปรับตัวสูงขึ้น: คาด Credit Cost ปรับขึ้นมาที่ 2.30% (จาก 2.10% - 2.15% ใน 1Q69) เพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อและความเสี่ยงในอนาคต แต่ยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของบริษัทที่ไม่เกิน 2.8% (บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซีย พลัส)
- การเติบโตของสินเชื่ออาจต่ำกว่าเป้าหมายของบริษัท: โมเมนตัมการเติบโตของสินเชื่อยังต่ำกว่าเป้าหมายปี 2569 ของบริษัทที่ตั้งไว้ 10% - 15% (บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส)
- ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลง YoY: เนื่องจากผลตอบแทนสินเชื่อ (Yield) ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าต้นทุนทางการเงินจะลดลงด้วยก็ตาม (บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส)
- ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและภาวะเศรษฐกิจ: สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนด้านการค้าโลก ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และราคาพลังงานที่ยังคงสูง (บล.ทรีนีตี้)
ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews
|