ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนลบในวันศุกร์ (23 ต.ค.) โดยหุ้นเทคโนโลยีบางส่วนทรงตัว หลังการซื้อขายตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างผันผวนท่ามกลางแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่นักลงทุนจับตาการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง รวมถึงผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 52,215.16 จุด ลดลง 652.82 จุด (-1.23%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,623.68 จุด ลดลง 39.75 จุด (- 0.52%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 25,955.34 จุด ลดลง 53.52 จุด (-0.21%) ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.5%, แนสแดคลดลง 0.7% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 0.4% โดยยังคงปิดบวกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 ดัชนีแนสแดคปิดลดลงเล็กน้อย หลังจากร่วงหนักสุดในวันเดียวนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. เมื่อวันพฤหัสบดี (22 ต.ค.) ท่ามกลางความกังวลต่อการใช้เงินลงทุนเพื่อรองรับ AI ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.35% ในวันศุกร์ ตลาดยังให้น้ำหนักกับฤดูประกาศผลประกอบการ ซึ่งกำไรบริษัทที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ปรับตัวขึ้นในปีนี้ ข้อมูลจาก LSEG IBES ระบุว่า บริษัทในดัชนี S&P 500 มีแนวโน้มทำกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 32% ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนในสัปดาห์นี้ บริษัทจดทะเบียน 1 ใน 3 ของดัชนี S&P 500 จะรายงานผลประกอบการ ซึ่งรวมถึง Alphabet, Microsoft และ Amazon ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์ โดยตลาดจะจับตาการคาดการณ์งบลงทุนของทั้งสามบริษัทอย่างใกล้ชิด คริสตินา ฮูเปอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Man Group กล่าวว่า ตลาดยังคงได้รับผลกระทบจากการตั้งคำถามต่อกระแสการลงทุนใน AI โดยมีความเป็นไปได้ที่เม็ดเงินลงทุนเพื่อขยายดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในปีหน้าอาจต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อยในเดือนต.ค. และอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ครัวเรือนมีมุมมองต่อเศรษฐกิจแย่ลง ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินวันพุธนี้ พร้อมจับตาสัญญาณจากเฟดเพื่อประเมินความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. นอกจากนี้ นักลงทุนยังให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งจะตัดสินว่าพรรคใดจะคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้นส่วนใหญ่ในดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง นำโดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าฟุ่มเฟือย รวมถึงกลุ่มการเงิน ต่างปิดลบกว่า 1% - หุ้นกลุ่มโทรคมนาคมลดลง ซึ่งกดดันดัชนีกลุ่มบริการสื่อสาร หลังมีรายงานว่า SpaceX กำลังเล็งตั้งสถานีฐานเพื่อกระจายโทรศัพท์มือถือหลายพันแห่ง ซึ่งจะเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายรายที่ 4 โดยหุ้น AT&T และ T-Mobile ร่วงลงเกือบ 8% ขณะที่ Verizon ลดลง 1.2% ส่วนหุ้น SpaceX ปรับตัวขึ้น 1.9% - ขณะที่หุ้นผู้ประกอบการเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือในสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น นำโดยหุ้น Crown Castle พุ่งขึ้น 9% และ American Tower ดีดขึ้น 4% - หุ้นกลุ่มพลังงานใน S&P 500 ปรับตัวขึ้น 2.5% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย. หลังกลุ่มฮูตีโจมตีซาอุดีอาระเบียซึ่งทำให้ตลาดกังวลว่า อุปทานพลังงานจากตะวันออกกลางอาจเผชิญความปั่นป่วนเพิ่มเติม - หุ้น American Express ลดลง 3.7% และเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันดัชนีดาวโจนส์ แม้บริษัทจะปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสำหรับปี 2026 โดยประกาศแผนลดพนักงานลง 5% - หุ้น SLB ผู้ให้บริการเทคโนโลยีและบริการสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมัน พุ่งขึ้น 7% หลังรายงานกำไรไตรมาส 3 สูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 15,400 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 17,200 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.72 ต่อ 1 หุ้น และ 1.57 ต่อ 1 หุ้นในตลาดหุ้นแนสแดค - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 18 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 8 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 74 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 334 ตัว ที่มา Reuters |