HMPRO เปิดผลดำเนินงานไตรมาส 3/69 กำไรสุทธิ 1.32 พันล้านบาท โต 1.37% ใกล้เคียงตลาดคาด หลังมาร์จิ้นดีขึ้น จากการปรับสัดส่วน Product Mix ส่วน 9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิ 4.3 พันล้านบาท ลดลง 2.04% จากฐานปีก่อนที่สูง นางสาว วรรณี จันทามงคล รองกรรมการผู้จัดการกลุมธุรกิจการเงินและการลงทุน บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO รายงานผลดำเนินงานว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2569 ฟื้นตัวจากภาคการส่งออกและการลงทุนกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลความต้องการสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้านมีโอกาสเติบโตในอนาคต ในขณะที่ภาพรวมของเศรษฐกิจยังคงฟื้น ตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันกําลังซื้อของผู้บริโภคยังได้รับผลกระทบจากระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อจากการปรับตัวทั้งราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รวมถึงนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาผลกระทบต่อกําลังซื้อภายในประเทศ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ พร้อมปรับกลยุทธ์การดําเนินงานเพื่อตอบสนองต่อสภาวะตลาดได้อย่างเหมาะสม ไตรมาส 3/69 กำไรสุทธิ 1.32 พันล้านบาท โตเล็กน้อย
ไตรมาส 3/69 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,321.43 เพิ่มขึ้น 1.37% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,303.57 ล้านบาท โดยรายได้รวมมีจำนวน 16,772.55 ล้านบาท เพิ่มขึน 56.78 ล้านบาท หรือ 0.34% ประกอบด้วย รายได้จากการขายสินค้า และรายได้จากการให้บริการลูกค้า (Chang HomePro) รวมจำนวน 15,726.00 ล้านบาท เพิ่มขึน 103.55 ล้านบาท หรือ 0.66% เมือเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน รายได้ค่าเช่า จำนวน 475.92 ล้านบาท ลดลง 1.21 ล้านบาท หรือ 0.25% จากปีก่อน เป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้ค่าเช่าพืนที่เช่าในสาขาของโฮมโปรได้น้อยลง และรายได้อื่น 570.63 ล้านบาท ลดลง 45.56 ล้านบาท หรือ 7.39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นผล มาจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับคูค้าที่ลดลงทั้งในช่องทางสาขาและช่องทางออนไลน์ กําไรขั้นต้นจากการขายสินค้าและการให้บริการลูกค้า (Chang HomePro) รวมจํานวน 4,315.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 131.60 ล้านบาท หรือ 3.15% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยอัตรากําไรขั้นต้นต่อยอดขาย เพิ่มขึ้นจาก 26.78% ในปีก่อน มา อยู่ที่ 27.44% เพิ่มขึ้น 0.66% เป็นผลมาจากการบริหารจัดการสัดส่วนผลิตภัณฑ์ (Product Mix) ที่มีประสิทธิภาพดี ขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้ากลุ่มที่มีอัตราการทํากําไรสูง และการผลักดันสินค้ากลุ่ม Private Brand ประกอบกับความสามารถในการบริหารจัดการราคาจําหน่ายและต้นทุนสินค้าได้อย่างเหมาะสม ต้นทุนค่าเช่า จํานวน 215.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.49 ล้านบาท หรือ 6.67% โดยมาจากต้นทุนค่าสาธารณูปโภค ค่า เสื่อมราคา และค่าซ่อมแซมของพื้นที่เช่าที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร จํานวน 3,340.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.11 ล้านบาท หรือ 1.46% เมื่อเทียบกับปีก่อน สําหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายอยู่ที่ 21.24% เพิ่มขึ้นจาก 21.08% ในปีก่อน โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ค่าเสื่อมราคา ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ค่าสาธารณูปโภค และค่าซ่อมแซม ทั้งนี้มีค่าใช้จ่าย บางส่วนที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน และ ค่าใช้จ่ายทางการตลาด รายได้ทางการเงิน จํานวน 2.65 ล้านบาท ลดลง 3.68 ล้านบาท หรือ 58.13% จากรายได้ดอกเบี้ยรับที่ลดลง และค่าใช้จ่ายทางการเงิน จํานวน 168.40 ล้านบาท ลดลง 13.54 ล้านบาท หรือ 7.44% จากการครบกําหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ มีอัตราดอกเบี้ยสูง และมีการออกหุ้นกู้ทดแทนในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ํากว่า ประกอบกับดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นลดลง ขณะที่ดอกเบี้ยตามสัญญาเช่า (ROU) ลดลงเล็กน้อยจากหนี้สินตามสัญญาเช่าตามมาตรฐาน TFRS 16 9เดือนแรก กำไร 4.3 พันล้านบาท ลดลง 2%
งวด 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 4,319.58 ล้านบาท ลดลง 2.04% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,409.50 ล้านบาท รายได้รวมจํานวน 51,976.46 ล้านบาท ลดลง 250.58 ล้านบาท หรือ 1.61% ประกอบด้วย รายได้จากการขายสินค้าและรายได้จากการให้บริการลูกค้า (Chang HomePro) รวมจํานวน 48,687.95 ล้านบาท ลดลง 1.76% เป็นผลมาจากฐานรายได้ที่สูงในไตรมาส 1 ปี 2568 จาก มาตรการ Easy E-Receipt ของภาครัฐ ในขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2559 ไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะ ดังกล่าว และไตรมาส 3 มีปริมาณฝนตกหนักต่อเนื่องและเกิดน้ําท่วมในหลายพื้นที่รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อความสะดวกในการเข้ามาใช้บริการที่สาขาของลูกค้า อย่างไรก็ตามรายได้จากการให้บริการลูกค้า (Chang HomePro) ยังคงมีการเติบโตขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนรายได้ค่าเช่า จํานวน 1,431.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.78 ล้านบาท หรือ 0.55% จากปีก่อน เป็นผลมาจากการ จัดเก็บรายได้ค่าเช่าพื้นที่เช่าในสาขาของโฮมโปรและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจได้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว กําไรขั้นต้นจากการขายสินค้าและการให้บริการลูกค้า (Chang HomePro) รวมจํานวน 13,275.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.04% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยอัตรากําไรขั้นต้นต่อยอดขาย เพิ่มขึ้น จาก 26.25% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 27.27% เพิ่มขึ้น 1.02% เป็นผลมาจากการบริหารจัดการสัดส่วนผลิตภัณฑ์ (Product Mix) ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร จํานวน 10,090.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 412.98 ล้านบาท หรือ 4.27% เมื่อเทียบกับปีก่อน สําหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายอยู่ที่ 20.72% เพิ่มขึ้นจาก 19.53% ในปีก่อน โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ค่าสาธารณูปโภค และ ค่าซ่อมแซม ในไตรมาส 3/2569 บริษัทฯ ได้เปิดดำเนินการปรับรูปแบบสาขาเมกาโฮม มีนบุรี เป็นไฮบริดสโตร์ (Hybrid Store) เพือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายฐานลูกค้าได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึนในระยะยาว ส่งผลให้บริษัทฯ มีสาขาภายใต้การบริหารจัดการรวม 134 สาขา ประกอบด้วย โฮมโปร 87 สาขา โฮมโปรเอส 4 สาขา เมกาโฮม 20 สาขา ไฮบริดสโตร์ (Hybrid Store) 16 สาขา และโฮมโปรใน ประเทศมาเลเซีย 7 สาขา ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวม จํานวน 24,997.91 ล้านบาท ลดลง จาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จํานวน 1,099.31 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.21% โดยกําไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรลดลงจาก การจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืน ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เท่ากับ 22.54% มุมมองโบรกเกอร์ บล. เอเซีย พลัส จำกัด คาด HMPRO มีกำไรสุทธิงวด 3Q69 ที่ 1.33 พันล้านบาท -17% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และ +2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แรงหนุนจาก 1.รายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 2% YoY จากการเปิดสาขาใหม่ 11 สาขา ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/69 มีจำนวนสาขารวม 150 สาขา ซึ่งช่วยชดเชยยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่คาดหดตัวต่อเนื่องที่ 2.7% เพราะกำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแอ ส่วนแนวโน้มกำไรจะเติบโตได้ทั้ง QoQ และ YoY ในไตรมาส 4/69 จากฐานต่ำในไตรมาส 4/68 ประกอบกับผลบวกของปัจจัยฤดูกาล รวมถึงอุปสงค์ที่เกี่ยวกับการซ่อมแซมและทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด โดยสัปดาห์แรกของเดือนต.ค.69 สาขาโฮมโปรมี SSSG เติบโตได้ราว 5%-10% ส่วนเมกะโฮมมี SSSG โตสูงกว่า 10%
คงคาดการณ์กำไรปี 69 ที่ 6.06 พันล้านบาท (+1% YoY) พร้อมทั้งคงราคาเป้าหมายปี 70 ที่ 7.10 บาท แต่ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น "Buy" จากเดิม "Trading" โดยมองว่า HMPRO มีความโดดเด่นในแง่ การจ่ายปันผลที่จูงใจที่อัตราผลตอบแทน 6.1% ในปี 69 และ 6.6% ในปี 70 แม้คาดว่าภาพรวมการเติบโตของกำไรจะไม่น่าตื่นเต้นนัก แต่น่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3/69 และกลับมาเติบโตทั้ง QoQ และ YoY ได้ในไตรมาส 4/69 บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) คาดกำไรปกติที่ 1.3 พันลบ. (-15.9% QoQ, +2.9% YoY) เติบโตเล็กน้อยจาก YoY เนื่องจาก GPM ที่ขยายตัวได้ดีจากยอดขายสินค้ากลุ่ม Private Brand พร้อมประเมินรายได้ไตรมาส 3/69 ที่ 1.7 หมื่นลบ. โดย SSSG ในไตรมาส 3/69 เฉลี่ยทั้งกลุ่มอยู่ที่ -2.2% แบ่งเป็น 1. โฮมโปรในไทย -2.5% YoY, 2.โฮมโปรในมาเลเซีย -5.0% YoY และ 3. เมกาโฮม ทรงตัว YoY . 
|
. |