HSBC กลับมาซื้อหุ้นคืน หลังกำไรไตรมาส 2 พุ่งแตะ 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ หนุนด้วยธุรกิจความมั่งคั่งฮ่องกง
HSBC ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อภาพรวมธนาคารโลกอีกครั้ง หลังประกาศว่า กำไรก่อนหักภาษีไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 60% แตะ 10.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกลับมาเดินหน้าโครงการ ซื้อหุ้นคืนวงเงินสูงสุด 1 พันล้านดอลลาร์ โดยแรงหนุนสำคัญมาจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและประกัน โดยเฉพาะในฮ่องกง ซึ่งช่วยให้ผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่สุดของยุโรปยังแข็งแรง แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน ต้นทุนที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านเครดิต
ผลประกอบการดังกล่าวสะท้อนว่า HSBC ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ดีในธุรกิจหลัก ขณะที่การกลับมาซื้อหุ้นคืนบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของผู้บริหารต่อฐานะการเงินและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของธนาคาร สำหรับนักลงทุน ข่าวนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าธนาคารขนาดใหญ่อย่าง HSBC ยังมีพื้นที่ในการคืนผลประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้น แม้สภาพแวดล้อมทางการเงินทั่วโลกยังผันผวน
ธุรกิจความมั่งคั่งฮ่องกงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
HSBC ระบุว่าการเติบโตของกำไรในไตรมาสนี้ได้รับแรงหนุนจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและประกัน โดยเฉพาะในฮ่องกง ซึ่งธนาคารมีลูกค้าใหม่รวม 640,000 ราย ในปีนี้ ทั้งใน HSBC และ Hang Seng Bank การขยายฐานลูกค้าดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์การลงทุน ประกัน และบริการทางการเงินแบบครบวงจร ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของ HSBC ในภูมิภาคเอเชีย
ธนาคารยังคงตั้งเป้า ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่จับต้องได้ (return on tangible equity) ที่ระดับ 17% หรือสูงกว่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า พร้อมปรับมุมมองรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธุรกิจธนาคารในปี 2026 จากคำว่า “around” เป็น “at least” 46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนความมั่นใจมากขึ้นต่อรายได้ในอนาคต
กันสำรองเพิ่มจากความเสี่ยงเครดิตและอสังหาฯ ฮ่องกง
แม้กำไรจะเติบโตโดดเด่น แต่ HSBC ยังกันสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตไว้ 1.1 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาสนี้ โดยมีการตั้งสำรองเพิ่มอีก 400 ล้านดอลลาร์ สำหรับสินเชื่อเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ของฮ่องกง รวมถึงสำรอง 1.6 พันล้านดอลลาร์ ในธุรกิจวาณิชธนกิจ จากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ fraud-related และ exposure ด้าน securitisation ในสหราชอาณาจักร
การเพิ่มสำรองดังกล่าวสะท้อนว่าธนาคารยังคงระมัดระวังต่อความเสี่ยงในพอร์ตสินเชื่อและตลาดทุน แม้ภาพรวมกำไรจะออกมาดี โดยเฉพาะความเสี่ยงจากอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ในฮ่องกง ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ตลาดติดตามอย่างใกล้ชิด
เดินหน้า simplify operations และลดต้นทุน
นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพด้านกำไรแล้ว HSBC ยังเดินหน้าแผน simplify operations อย่างต่อเนื่อง โดยลดจำนวนตำแหน่ง managing director ลง 15% ระหว่างตุลาคม 2024 ถึงมิถุนายน 2026 พร้อมตั้งเป้าประหยัดต้นทุนจากการปรับโครงสร้างเพิ่มจาก 1.5 พันล้านดอลลาร์ เป็น 2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในสิ้นปีนี้
กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนว่าธนาคารต้องการเพิ่มความคล่องตัว ลดความซับซ้อนขององค์กร และรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว ขณะที่ยังคงตอบสนองต่อแรงกดดันจากการแข่งขันและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ภาพรวมต่อหุ้น HSBC และมุมมองนักลงทุน
สำหรับนักลงทุน ผลประกอบการไตรมาส 2 ของ HSBC ให้ภาพเชิงบวกทั้งในด้านการเติบโตของกำไร การคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นผ่านโครงการซื้อหุ้นคืน และแนวโน้มรายได้ที่ดีขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังควรติดตามความเสี่ยงด้านเครดิต โดยเฉพาะในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และวาณิชธนกิจ รวมถึงความคืบหน้าของแผนลดต้นทุนและปรับโครงสร้างองค์กร
โดยสรุป HSBC แสดงให้เห็นว่าธนาคารขนาดใหญ่ยังสามารถสร้างผลกำไรแข็งแกร่งได้ แม้เผชิญความท้าทายรอบด้าน และการซื้อหุ้นคืนรอบใหม่นี้อาจช่วยหนุนความเชื่อมั่นของตลาดต่อหุ้นธนาคารยุโรปรายนี้ในช่วงต่อไป