โบรกฯ จับตา 2 แบงก์ใหญ่ มีลุ้นจ่ายปันผลพิเศษ หลังทยอยประกาศงบไตรมาส 3/69 ชี้ KTB มี ROE แกร่งที่สุดในกลุ่ม แม้แนวโน้มการทำกำไรชะลอตัว ส่วน KBANK มีเงินเหลือจากโครงการซื้อหุ้นคืน ขณะที่กำไรยังเติบโตดี จับตา KTB จ่ายปันผลพิเศษ หลัง ROE แกร่งสุดในกลุ่มแบงก์ บล.พาย ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมิน ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB คาดกำไรสุทธิออกมาที่ 12. พันล้านบาท (-12% YoY, +6% QoQ) ปัจจัยกดดันกำไรปรับลดลง YoY เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงจาก NIM ที่ลดลง และกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไร (FVTPL) ลดลง ขณะที่คาดว่ากำไรจะขยายตัว QoQ จากสินเชื่อที่ขยายตัว และรายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัว จากธุรกิจ Wealth Management สินเชื่อ คาดปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 2.5% QoQ และส่งผลสินเชื่อใน 9M26 เพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง 6.2% YTD ส่วนใหญ่จากสินเชื่อภาครัฐ สินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่ และสินเชื่อรายย่อย คุณภาพสินเชื่อ แนวโน้ม NPL ratio ทรงตัวที่ 2.9% และ Coverage ratio แข็งแกร่งที่ 203% NIM คาดทรงตัว QoQ ที่ 2.5% แต่ปรับลดลง 36 bps YoY) ผลจากอัตราผลตอบแทนสินเชื่อลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการเติบโตสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนต่ำ แนวโน้มกำไรใน 4Q26 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น YoY จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่กำไรปรับลดลง QoQ จากค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังอ่อนแอ ทำให้คาดว่ากำไรในปี 2026 เพิ่มขึ้นเพียง +1% YoY กดดันจาก NIM อ่อนตัวลง แม้วัฏจักรดอกเบี้ยสื้นสุดลงในไทย แต่ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวมากกว่าการเปลี่ยนเป็นขาขึ้น เพราะไทยอาจยังต้องการนโยบายผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น คาดกำไรในปี 2027 จะเติบโตสูงขึ้น +4% YoY จากขยายตัวของสินเชื่อมากกว่าการเติบโตจาก NIM นอกจากนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมยังเติบโตต่อเนื่อง จากธุรกิจ Wealth management คงสมมติฐานการจ่ายเงินปันผล (Payout ratio) ที่ 60% แต่มองว่า KTB สามารถจ่ายเงินปันผลพิเศษได้ คาดผลตอบแทนเงินปันผลที่ 5%/5.3% เพราะระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุน ROE ระดับ 2 หลักที่ 10.4%/10.5% ในปี 2026-27 สูงสุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ปรับคำแนะนำเป็น "ซื้อ" จาก “ถือ” และปรับมูลค่าพื้นฐานเป็น 50.00 บาท จากการปรับใช้ปีฐาน 2027 ประเมินด้วยวิธี GGM (ROE 10.5%, Terminal growth 2%) อิงกับ 1.4x PBV’27E ลุ้น KBANK ปันผลพิเศษ จากเงินเหลือโครงการซื้อหุ้นคืน บล.กรุงศรี วิเคราะห์หุ้น ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK และคงเป็น Top Pick ของกลุ่มธนาคารคู่กับ KTB (BUY, TP 55 บ.) เนื่องจาก รายได้ค่าธรรมเนียม-บริการ (Net Fee) เติบโตดีซึ่งเป็นตัวหนึ่งที่ผลักดันกำไรสุทธิ โดยคาดธนาคารสามารถรักษาระดับเงินปันผลต่อปี dividend yield 6% นอกจากนั้นยังมีโอกาสจ่ายเงินปันผลพิเศษจากเงินที่เหลือ จากโครงการซื้อหุ้น นอกจากนี้บริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี ทั้งค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) และ NPL iv) หนึ่งในธนาคารที่ได้ประโยชน์จาก Investment Cycle รอบใหม่ สำหรับกำไรสุทธิ3Q26F ที่ 1.27 หมื่นลบ. ลดลง -2%y-y และ-4%q-q เพราะการลดลงของ NIM และ เงินลงทุน (FVTPL) รวมถึงการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย IT คงคำแนะนำ BUY และคง TP27F ที่ 300 บ. KBANK จ่ายปันผลสูงสุดในกลุ่มแบงก์ บล.ฟิลลิป คาด KBANK จะมีกำไร 3Q69 13.4 พันลบ. เพิ่มขึ้น 3.4% y-y จากรายได้ค่าธรรมเนียม กำไรจากเครื่องมือทางการเงินเพิ่มขึ้น และคาดว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะลดลง และคาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น 1.5% q-q จากรายได้ดอกเบี้ย และรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ส่วนกำไร 9M69 คาดว่าจะมีกำไร 46.9 พันลบ. เพิ่มขึ้น 6.6% y-y จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และมีต้นทุนดอกเบี้ยลดลง
คาดสินเชื่อจะหดตัว และ NPL อาจจะเพิ่มสูงขึ้น : เราคาดว่าสินเชื่อของ KBANK ใน 3Q69 อาจจะกลับมาหดตัว 0.3% q-q แต่ยังคาดว่ายังเติบโตได้จากสิ้นปี 68 2.6% ytd และการหดตัวของสินเชื่ออาจจะทำให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมเพิ่มสูงขึ้นจาก 2Q69 ที่มี NPL อยู่ 3.18% ยังคงประมาณการกำไร และราคาพื้นฐาน แนะนำ “ทยอยซื้อ” : ทางฝ่ายยังคงประมาณการกำไรปี 69 ของ KBANK ไว้ที่ 53.3 พันลบ. เพิ่มขึ้น 7.6% y-y และยังคงราคาพื้นฐาน 261 บาท อาจจะเหลือส่วนต่างไม่มาก แต่ยังมีปันผล โดยคาดว่า KBANK จะเป็นธนาคารที่มีการจ่ายปันผลสูงที่สุดในกลุ่ม โดยคาดว่าปี 69 จะจ่าย 15 บาท/หุ้น คิดเป็น Div. yield 5.8% ส่วนปี 70 คาดว่าจะจ่าย 16.50 บาท/หุ้น คิดเป็น Div. yield 6.4% แนะนำ "ทยอยซื้อ" . 
|
. |