WHA มองไทยยังเป็นแม่เหล็กดึงลงทุนต่างชาติ รับแรงหนุนจากทำเล ห่วงโซ่อุปทาน และนโยบายรัฐ เผยครึ่งปีแรก 69 คำขอ FDI โต 80% แตะ 1.36 ล้านลบ. โดยกว่า 1.1 ล้านลบ. มาจากดิจิทัลและ Data Center เตือนไทยต้องเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน น้ำ และการเชื่อมต่อ หากช้าอาจเสียโอกาสแข่งขันใน 2 ปีข้างหน้า
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยในงาน สัมมนา THAILAND ECONOMIC OUTLOOK 2027 NEW HORIZON BEYOND THE TRAP ช่วง Strategic Opportunities and Challenges in the New Economy ว่า สภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) คิดสัดส่วนจากจากภาคอุตสาหกรรมของไทยที่ลดลงเหลือประมาณ 24% ในปัจจุบัน จากอดีตประมาณ 27%
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งสำคัญทั้งด้านทำเลที่ตั้ง (Location) ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการส่งเสริมจากภาครัฐ ทำให้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลัก (Magnet) ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) โดยตัวเลขคำขอส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พุ่งสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นมูลค่าการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ถึง 1.36 ล้านล้านบาท
ขณะที่ผลการดำเนินงานเพียงครึ่งปีแรก 69 พบว่ามูลค่าคำขอลงทุนสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท โดยเป็น FDI มูลค่า 1.36 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 80% ซึ่งตัวเลขหลักเกินกว่า 1.1 ล้านล้านบาท มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center การเติบโตของการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมไทยมีการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน
โดยยานยนต์ปรับเปลี่ยนจากฐานการผลิตยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปเดิมไปสู่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB), ดิจิทัลและเทคโนโลยี มีกลุ่มบิ๊กเทคระดับโลกอย่าง Google และ Amazon Web Services (AWS) เข้ามาลงทุนในไทยอย่างมหาศาล, ประเทศไทยติด 1 ใน 10 ของโลก ที่ได้ดุลการค้าในกลุ่มฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI
Data Center โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและสนามแข่งขันที่ช้าไม่ได้
Data Center ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัล หากไม่มี Data Center ประเทศก็ไม่สามารถขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI ไปต่อได้ โดยปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (Early Stage) ของการลงทุน Data Center ซึ่งในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ไทยได้รับอานิสงส์จากการที่สิงคโปร์ชะลอการเปิดรับ Data Center ใหม่ และมาเลเซียเริ่มรองรับไม่ไหว เม็ดเงินลงทุนจึงทะลักเข้ามายังประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทั้งสิงคโปร์และมาเลเซียได้เริ่มกลับมาเปิดรับการลงทุนอีกครั้งภายใต้กฎระเบียบใหม่ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งมือแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หากไม่สามารถคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ภายใน 2 ปีข้างหน้า อาจส่งผลกระทบต่อโอกาสการเติบโตในอนาคตอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ รูปแบบของ Data Center ในปัจจุบันได้ยกระดับจาก Cloud Data Center ไปสู่ AI Data Center หรือ Hyperscale Data Center ซึ่งต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐานรองรับทั้งด้าน พลังงาน (Energy), น้ำ (Water) และความสามารถในการเชื่อมต่อ (Connectivity) พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งในรูปแบบ Data Center Campus ควบคู่ไปกับ AI Center
ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลักเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ New Economy
การขับเคลื่อนสู่ New Economy จะไม่พึ่งพาการใช้แรงงานเข้มข้นหรือการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีรูปร่าง (Tangible Assets) แบบเดิม แต่จะขับเคลื่อนด้วย 4 หัวใจสำคัญ คือ Digital, Innovation, Knowledge และ Green / Sustainability โดยเสนอแนวทางขับเคลื่อนประเทศผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
Green & Digital Infrastructure: เร่งสร้างและเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านดิจิทัลและพลังงานสะอาดให้เพียงพอ
Human Capital Transition: ปรับเปลี่ยนทักษะกำลังคนและหลักสูตรการศึกษาให้สอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ Targeted Incentives: ปรับเปลี่ยนนโยบายส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) เพื่อดึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าสู่ระบบ เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าไปแทรกซึมอยู่ใน Global Supply Chain ของโลก แม้ไทยอาจไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์ แต่ต้องเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ห่วงโซ่อุปทานโลกขาดไม่ได้
เทคโนโลยีแห่งอนาคตและเป้าหมาย 5 ปีของประเทศไทย เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ประเทศไทยต้องมุ่งเน้น ได้แก่ AI, การบริหารจัดการทรัพยากรและขยะ (Resource & Waste Management), พลังงานสะอาดยุคใหม่ เช่น Small Modular Reactor (SMR), ยานยนต์แห่งอนาคตและระบบไร้คนขับ (Future Mobility & Autonomous Vehicles), หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotics & Humanoid), เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) ตลอดจน Quantum Industry ซึ่งจะมาเพิ่มสปีดการประมวลผลของ AI ให้ก้าวกระโดด พร้อมตั้งเป้าหมายการพัฒนาประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า ได้แก่
Global Health and Longevity: ยกระดับจาก Medical Hub สู่ศูนย์กลางสุขภาพและการมีอายุยืนยาวระดับโลก Global Food Innovation: ปรับเปลี่ยนภาคเกษตรจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์ สู่การเป็นนวัตกรรมอาหารระดับโลก High Value Services & Tourism: ปรับภาคการท่องเที่ยวและบริการ มุ่งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและสร้างมูลค่าสูง Smart AgTech: ยกระดับภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ AI Innovation / Hub: ผลักดันให้คนไทยเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ใช้ AI (AI User) ไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม AI (AI Innovator) Regional Financial System: ปรับเปลี่ยนระบบการเงินไปสู่การเป็นระบบการเงินระดับภูมิภาค ข้อเสนอแนะนโยบายภาครัฐและการอุ้มชู SME
ภาครัฐต้องเร่งรัดขั้นตอนทางกฎหมาย กฎระเบียบ และการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและน้ำให้ชัดเจน พร้อมเสนอแนะให้ภาครัฐเลิกนโยบายแจกเงินแบบชั่วคราว แล้วเปลี่ยนมาเป็น แจกความรู้ แจกอาชีพ และแจกความมั่นคง ให้แก่ผู้ประกอบการแทน
นอกจากนี้ สถาบันการเงินและภาครัฐต้องเข้ายื่นมือช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและ AI โดยทิ้งท้ายว่า อนาคตและโอกาสยังคงรอประเทศไทยอยู่ ขึ้นอยู่กับทุกภาคส่วนที่จะร่วมกันกำหนดและคว้าอนาคตนี้ไว้ร่วมกัน
 |