ตลาดหุ้นไทยผันผวนหนัก ดัชนีปรับตัวลงแรงมากกว่า 40 จุด ช่วงเปิดตลาดเช้า ตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก ดัชนีลดลงแตะ 1,270 จุด ก่อนช่วงบ่ายดัชนีเด้งคืน ปิดตลาดยืนเหนือ 1,300 จุด จากความกังวลสงครามการค้า หลัง"ทรัมป์" ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีน โบรกฯ มองเป็นจุดต่ำสุดของปีแล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย วันทำการวันแรกของเดือน ก.พ.68 ดัชนีปรับตัวลงแรงตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก เปิดตลาดที่ 1,276.91 จุด ปรับตัวลดลง 40.74 จุด โดยทำดัชนีต่ำสุดของวันที่ 1,270.87 จุด ก่อนจะดีดขึ้นปิดตลาดที่ 1,304.39 จุด ลดลง 10.11 จุด คิดเป็น 0.77% มูลค่าการซื้อขาย 54,212 ล้านบาท *** เปิด 3 ปัจจัยทำหุ้นไทยไม่น่าลงทุน ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASP เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย หลังหลุด 1,300 จุด ให้น้ำหนักที่ปัจจัยในประเทศมากกว่า ส่วนปัจจัยภายนอกไม่ใช่ปัจจัยหลัก เพราะได้รับผลกระทบกันทุกประเทศ โดยปัจจัยในประเทศ ได้แก่ 1. ไม่ค่อยมีธุรกิจเกิดใหม่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา 2. เป็นนักลงทุนหน้าเดิม และลงทุนวิธีการเดิม (Old Investments) เช่น IPO หุ้นเล็กๆ จัดสรรหุ้นไปให้นักลงทุนรายใหญ่ ทำราคาเปิด ทำให้รายย่อยติดหุ้น พอมีความเสียหายจากการลงทุนก็ไม่มีเงินลงทุนต่อ 3.ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเติบโตไม่มาก ขณะที่ธุรกิจ New S-Curve ไม่ค่อยมี จึงมีการผลักดันเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ขึ้นมา ทั้งนี้ มองแรงขายต่างชาติค่อยๆ ชะลอแล้ว ยกเว้นเงินลงทุนระยะยาวที่ลงทุนในธุรกิจไทย แต่ที่เห็นแรงขายในตลาดหุ้นส่วนหนึ่งเป็นกองทุน LTF ที่ครบกำหนดอายุ แต่ที่เงินลงทุนต่างชาติ หันไปลงทุนตลาดใหญ่ อย่าง สหรัฐ ญี่ปุ่น ดีกว่า "ทิศทางหุ้นไทยหลังจากนี้ คาดหวังให้ผลประกอบการบจ.ดีขึ้น บ้านเรายังมีกลุ่มธนาคารมีผลประกอบการดี มีกำไรดีมาก เป็นตัวช่วย หุ้นสื่อสาร นิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจอาหารบางประเภทยังถูก หุ้นดีๆ ยังมีอยู่แต่เงินที่จะลงทุนไม่มี ตอนนี้ลุ้นให้ผลประกอบการ ไตรมาส 1/68 ดีขึ้น" 
*** ชี้ SET 1,270 จุด เป็นจุดต่ำสุดของปีแล้ว นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยว่า เป้าหมาย SET Index ปี 68 กรอบบนน่าจะอยู่ที่ 1,520 จุด ส่วนกรอบล่าง 1,270 จุด ในแง่ปัจจัยพื้นฐานไม่ควรหลุด 1,300 จุด แต่ถ้าหลุด ทางเทคนิคมอง 1,270 จุด ไม่ควรหลุด น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี
ทั้งนี้มองว่าจากนี้ไม่น่าจะมีสถานการณ์ที่แย่ไปกว่านี้แล้ว หลังสงครามการค้าที่เริ่มแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง จากนี้เชื่อว่าตลาดหุ้นจะค่อยๆ ปรับขึ้น เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่มีเรื่องชอร์ตเซล และสัปดาห์ก่อนที่มีความกังวลเกี่ยวกับหุ้น บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL จนเกิดแรงเทขายอย่างหนัก ทั้งนี้หุ้นที่ลงแรง มองเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ทยอยซื้อสะสมเพื่อลงทุนในระยะกลางถึงยาว "วันนี้ที่หุ้นร่วงแรงเป็นแรงกดดันจากเทรดวอร์ที่เข้ามาในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นบ้านเราเปราะบางทำให้ดัชนีถูกกดดันต่อ และความกังวลเรื่อง CPALL ที่เวลาแจ้งตลาดแล้วยังไม่ชัดเจน ทำให้กลายเป็นประเด็น และคนไม่แน่ใจถ้าบริษัทชี้แจงไม่ชัดเจน ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละคนที่จะตีความกันเอง" ส่วนภาพรวมการลงทุนปีนี้ จากเศรษฐกิจไทยในปี 68 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง มาจากความคาดหวังการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ต้องจับตาในครึ่งปีหลัง ขึ้นอยู่กับมาตรการต่างๆ ที่ออกมามีความต่อเนื่องหรือไม่ เพราะจะทำให้เกิดความกังวลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจได้ ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญ ตลาดการเงินมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะยังไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในไตรมาส 1/68 จากความกังวลต่อเงินเฟ้อ ทำให้คาดการณ์ดอกเบี้ยในไทยอาจปรับลง 1 ครั้ง ในครึ่งหลังของปี "ไตรมาส 1-2 คาดเศรษฐกิจไปได้ ถ้าไตรมาส 3 เทรดวอร์กระทบมาถึงไทยและเป็นช่วงท้ายของปีงบประมาณ อาจเป็นภาวะที่ขาดช่วงของมาตรการ ที่กังวลคือช่วงไตรมาส 3 ไม่แน่ใจ แต่ไตรมาส 4 เป็นช่วงเริ่มปีงบประมาณก็จะกลับมาคึกคักได้" คำแนะนำ เลือกหุ้นที่ P/BV ต่ำ หุ้นที่มีกำไรต่อเนื่อง มี Dividend Yield สูง เช่น หุ้นกลุ่มธนาคารที่มี Dividend Yield 5% ขึ้นไป แนะทยอยซื้อได้ 
*** มอง กำไรต่อหุ้น บจ. (EPS) ปีนี้ที่ 87.60 บาท
นายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จํากัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในปี 68 บลจ.ทิสโก้คาดเป้าหมายดัชนีที่ 1,530 จุด หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปี 67 ส่วนแนวรับประเมินที่ 1,250 - 1,200 จุด และแม้ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่เป็นการเติบโตในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กระจุกตัวอยู่ เฉพาะบางอุตสาหกรรมเท่านั้น เช่น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก พลังงาน อาหาร และซอฟต์แวร์ ซึ่งไม่ได้เป็นการเติบโตในวงกว้างจึงยังไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่อุตสาหกรรมที่มีแรงงานจํานวนมากนั้นยังไม่เติบโตดีเท่าที่ควร โดยมองอัตราการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนมีกำไรต่อหุ้น (EPS) ปีนี้ที่ 87.6 บาท อย่างไรก็ตามภาพรวมหุ้นไทยในช่วงนี้แนะนำ Wait& See ก่อน โดยรอจังหวะปัจจัยต่างๆ นิ่งกว่านี้ รวมถึงรอปัจจัยบวกใหม่เข้ามาสนับสนุนอย่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐบาล ที่คาดว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นภายในปีนี้ จากปีก่อนหน้าที่งบประมาณภาครัฐบาลยังชะลอจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล หรือแม้แต่ปัจจัยบวก เช่นหากรัฐบาลนำกองทุน LTF มาปัดฝุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในปีนี้ "สำหรับหุ้นไทยที่ร่วงแรงในวันนี้มองว่ามาจากบรรยากาศหุ้นทั่งเอเชียที่ปรับตัวลดลง ตอบรับข่าวขึ้นภาษีจากโดนัลด์ ทรัมป์ แต่มองว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงระยะสั้น เพราะดูภาพรวมเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีกว่าปีที่แล้ว และมองว่าหุ้นไทยใกล้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว อีกทั้งเริ่มเห็นบริษัทซื้อหุ้นคืน แต่อาจจะไม่ได้เห็นแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติในทันที ซึ่งแม้ว่าปีนี้มองหุ้นไทยฟื้นแต่ช่วงนี้แนะนำ Wait&See ก่อน รอปัจจัยทุกอย่างตกตะกอนและรอปัจจัยบวกหรือข่าวดีจากนโยบายเศรษฐกิจไทยเข้ามา ซึ่งในช่วงไตรมาส 1 นี้อาจจะเป็นจังหวะเช้าซื้อ " นายสุพงศ์วร กล่าว |