3 โบรกฯ มองหุ้นไทย Q4/69 ผันผวน ปัจจัยที่ต้องจับตาทั้งทิศทาง Bond Yield สหรัฐฯ สงคราม ราคาน้ำมัน การลงทุนในธีม AI และ Data Center แนะกลยุทธ์เลือกหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวและกำไรมีแรงส่ง มากกว่าการลงทุนทั้งตลาด เอเซีย พลัส ชี้ Q4/69 เน้นหุ้นปัจจัยเฉพาะตัว ชู BDMS-THAI-MCOT นายภราดร เตียรณปราโมทย์, IAA ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวในหัวข้อ “สูตรคัดหุ้น : ซื้อสไตล์ไหนก็ทำกำไร VI x Trader โดย Rising Star Analyst” ว่า ภาพตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4/69 เริ่มมีความตึงตัวมากขึ้น โดยประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือทิศทาง Bond Yield สหรัฐฯ หากปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น และทำให้ตลาดหุ้นให้น้ำหนักกับระดับผลตอบแทนพันธบัตรมากขึ้น กรอบดัชนี ประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 2569 ไว้ที่ 1,720 จุด ขณะที่กลยุทธ์ลงทุนในไตรมาส 4/69 ยังเน้นหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวและมีผลประกอบการรองรับ โดยเฉพาะกลุ่ม โรงพยาบาล ค้าปลีก และท่องเที่ยว ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ BDMS จากแนวโน้มกำไรที่ดีและเงินปันผลในระดับสูง รวมถึงศักยภาพของธุรกิจ Wellness ไทยที่สามารถแข่งขันได้ ขณะที่ THAI มองเป็นโอกาสจากแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการในปี 2570 ส่วน MCOT มีจุดเด่นจากสินทรัพย์ โดยเฉพาะที่ดินบริเวณรัชดาฯ กรุงศรี มองสงครามไม่จบเร็ว นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์, IAA, CFTe, CISA ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามที่มีโอกาสยืดเยื้อ ขณะที่ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญ เนื่องจากอาจมีผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุน ประเมินราคาน้ำมันมีโอกาสขึ้นไปแตะ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะเป็นแรงหนุนต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะในไตรมาส 3/69 ที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง และยังมีโอกาสเห็นกำไรเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ราคาน้ำมันจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ประมาณการกำไรตลาด กรุงศรีปรับประมาณการ EPS ปี 2569 ขึ้นเป็น 103 บาท และประเมิน SET Index ที่ 1,750 จุด คิดเป็น Upside ราว 7% ส่วนปี 2570 คาด SET Index ที่ 1,850 จุด และ EPS ที่ 105 บาท ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนใน Q4/69 จึงควรเน้น “เลือกหุ้นมากกว่าลงทุนทั้งตลาด” โดยมองกลุ่ม ปิโตรเคมี พลังงาน โรงไฟฟ้า ธนาคาร และรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของ Data Center และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ทั้งนี้ ธีม AI และ Data Center ยังเป็นหนึ่งในประเด็นหลัก โดยหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center เช่น GULF และ GPSC อยู่ในกลุ่มที่ถูกจับตา ขณะที่การลงทุนในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนวัฏจักรการลงทุนตั้งแต่ Q4/69 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ผสม VI x Trader คัด 5 หุ้นไทย-ต่างประเทศ สำหรับกลยุทธ์ Hybrid ที่ผสมการลงทุนแบบ VI กับการเล่นตามจังหวะตลาด มีการคัดเลือกหุ้น 5 ตัว ทั้งไทยและต่างประเทศ ได้แก่ PepsiCo (PEP) จากจุดเด่นด้านการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง, Alibaba (BABA) จากโอกาสเติบโตในธุรกิจเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม ขณะที่หุ้นไทย ได้แก่ COM7, ICHI และ XO . 
|
. CGSI ชี้ Bond Yield สูงกดดันตลาด-จับตาธีม AI ชู 6 หุ้นเด่น นายกรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า สถานการณ์สงครามเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายลง แต่ปัจจัยที่น่ากังวลมากขึ้นคือ Bond Yield โดยเฉพาะหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง จะกลายเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นและต้นทุนทางการเงินในระยะถัดไป นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการหารือเกี่ยวกับ AI ซึ่งมองว่าเป็นประเด็นสำคัญที่อาจสร้างแรงขับเคลื่อนให้ตลาดในช่วงปลายปี โดยประเมินกรอบ SET Index ปลายปีไว้บริเวณ 1,690 จุด ขณะที่ราคาน้ำมันยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน นักลงทุนสไตล์ Trader แนะนำติดตามหุ้นที่มี Momentum และปัจจัยเฉพาะตัว โดยเฉพาะ DELTA, HANA และ KCE ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงหุ้นในกลุ่ม ปิโตรเคมี โรงกลั่น ICT ธนาคาร และพลังงาน โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังได้แรงหนุนจากความต้องการที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ขณะที่ DELTA, HANA และ KCE มีปัจจัยเฉพาะตัวที่ต้องติดตาม โดยหุ้นเด่นที่ถูกยกขึ้นมา ได้แก่ DELTA, SCB, GULF, BDMS, TRUE และ CPALL . 
|
. |