วงการมองตลาด Crypto อนาคตสดใส เงินสถาบันหลั่งไหลเข้า คาดจ่อเข้ามาอีกในอนาคตไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านดอลล์ จับตาเทรนด์เบบี้บูมเริ่มแบ่งเงินเก็บเข้าตลาดคริปโท ขณะที่การยอมรับใช้จ่ายชัดเจนมากขึ้น หลังบิ๊กเทคเทสลา เพย์พาล จุดพลุ กูรูเห็นตรงกันลงทุนไม่ควรเกิน 5% ของพอร์ต และปี 2021 คือปีทองของบิตคอยน์ซึ่งเกิดหลังฮาล์ฟวิงรอบ 3 ตามมาด้วยอัลต์คอยน์ปาร์ตี้ ขณะที่สกุลเงินดิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) น่าจะมาส่งเสริมตลาดคริปโท มากกว่าสกัดขา วารสารการเงินธนาคาร จัดงานสัมมนาหัวข้อ “How to Win The Game of Crypto” โดยมี 3 วิทยากร ได้แก่ นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด , นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และนายปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด บรรยายหัวข้อ “เจาะลึกพัฒนาการของคริปโทเคอร์เรนซี่จาก Wave1-Wave4 สู่โลกการเงินแห่งอนาคต” โดยการพัฒนาแบ่งได้เป็น 4 เฟส
เฟสที่ 1 ผู้เล่นในตลาดจะเป็น “นักลงทุนรายบุคคล” แห่เข้าไปเก็งกำไรในช่วงปี 2017 ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์พุ่งแตะ 20,000 ดอลลาร์ ก่อนจะร่วงลงมาที่ประมาณ 4,000 ดอลลาร์ในระยะเวลาอันรวดเร็ว เฟสที่ 2 ผู้เล่นในตลาดเริ่มเป็น “นักลงทุนสถาบัน” ที่เข้ามาซื้อบิตคอยน์ เช่น Grayscale เฟสที่ 3 ผู้เล่นในตลาดเริ่มมี “บริษัทเอกชน” เข้ามาซื้อบิตคอยน์เก็บในงบดุล เช่น Microstrategy, MassMutual ,Square, PayPal และ Tesla เป็นต้น เฟสที่ 4 “ธนาคารกลาง” ในแต่ละประเทศเตรียมออกสกุลเงินดิจิทัลประจำชาติ (Central Bank Currencies :CBDCs) มองว่าการเกิดขึ้นของ CBDC จะส่งเริ่มให้ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเป็นที่ยอมรับมากขึ้น บล.ทรีนีตี้ มองว่า บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Investment) และสิ่งที่น่าสนใจคือ บิตคอยน์มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นในระดับต่ำ จึงเหมาะกับการเพิ่มเข้ามาอยู่ในพอร์ตเพื่อกระจายการลงทุน อย่างไรก็ตาม แนะนำสัดส่วนการลงทุนในบิตคอยน์เป็นประมาณ 1-5 % ของพอร์ตโฟลิโอ นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ บรรยายหัวข้อ “จับสัญญาณ Bitcoin Halving การแบ่งครึ่่งที่ช็อกโลกคริปโทเคอร์เรนซี่” นายจิรายุส มองว่าปี 2021 คือปีทองของ Bitcoin Halving ครั้งที่ 3 โดยได้เกิด Halving ขึ้นเมื่อเดือน พ.ค.2020 ซึ่งสถิติในอดีตหลังการ Halving ประมาณ 6 เดือนราคาจะปรับขึ้น ทำให้เราได้เห็นราคาบิตคอยน์พุ่งแรงนับตั้งแต่ปลายปี 2020 มาจนถึงต้นปี 2021 ที่ประมาณ 50,000-60,000 ดอลลาร์ต่อบิตคอยน์ นายจิรายุส กล่าวว่า การปรับขึ้นรอบนี้ต่างจากการ Halving 2 ครั้งที่อยู่ 2 ประเด็น 1.เป็นเงินสถาบันเข้ามาซื้อบิตคอยน์ ต่างจากก่อนหน้านั้นที่เป็นเงินรายย่อย 2.สถานการณ์โควิด-19 ทำให้รัฐบาลสหรัฐผลิตเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 40% ของเงินดอลลาร์ที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทั้งหมดในระยะเวลาเพียงแค่ 12 เดือน ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ลดลง คนจึงเริ่มกระจายความเสี่ยงไปถือสินทรัพย์อื่น รวมถึงคริปโท “มูลค่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซีปัจจุบันประมาณ 1.6-1.7 ล้านล้านดอลลาร์ หรือแค่ 10% ของมาร์เก็ตแคปทองคำ ส่วนมูลค่าตลาดหุ้น 70 ล้านล้านดอลลาร์ มูลค่าตลาดตราสารหนี้ 100 ล้านล้านดอลลาร์ จากทั้งโลกประมาณ 500 ล้านล้านดอลลาร์ ตลาดคริปโทฯ จึงน่าจะโตได้อีกมาก” นายจิรายุส กล่าว นายจิรายุส กล่าวว่า ประการสำคัญที่จะทำให้ตลาดคริปโทโตขึ้นไปอีก คือ 1.สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายแล้วในหลายประเทศรวมทั้งในไทย และทั่วโลกเองก็มีศูนย์ซื้อขายภายใต้กฎหมาย ทำให้สถาบันกล้าเข้ามาซื้อคริปโทฯ และ 2.มีบริษัทที่ทำคัสโตเดียนได้อย่างปลอดภัย เช่น ประเทศสหรัฐ The Office of the Comptroller of the Currency (OCC) ก็อนุญาตให้ธนาคารในสหรัฐฯ สามารถนำเสนอบริการ ดูแลและรับฝากทรัพย์สินประเภทคริปโทเคอร์เรนซี (Crypto Custody) แก่ลูกค้าได้ นักลงทุนสถาบันจึงมั่นใจเรื่องความปลอดภัยของการจัดเก็บสินทรัพย์และเข้ามาลงทุนมากขึ้น นายปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น บรรยายในหัวข้อ “เกาะติดปรากฏการณ์ Bitcoin Fever กับคลื่นนักลงทุนสถาบันหรือวาฬแห่งโลกคริปโทเคอร์เรนซี” นายปรมินทร์ กล่าวว่า การเข้ามาในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีของอีลอนมัสก์ ต้องยอมรับว่าทำให้เป็นที่สนใจของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะการประกาศยอมรับบิตคอยน์ในการซื้อรถยนต์เทสลาและที่สำคัญเทสลาจะไม่แปลงบิตคอยน์เป็นดอลลาร์สหรัฐ แต่จะเก็บในรูปของบิตคอยน์ ซึ่งประเด็นนี้น่าจะกดดันให้ซัพพลายเชนที่ทำธุรกิจร่วมกับเทสลาอาจจะถูกบังคับไปโดยปริยายให้ใช้บิตคอยน์ไปด้วยซึ่งก็จะทำให้เกิดการยอมรับในการใช้งานมากขึ้น แนวโน้มตลาดคริโทเคอร์เรนซีนับจากนี้ไป มีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก แม้เราจะเริ่มเห็นสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เข้ามาในตลาดแล้ว แต่เชื่อว่านั่นเป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งที่เรามองเห็นเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วยังมีส่วนที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งอีกจำนวนมากที่รอวันปะทุ สถาบันต่างๆ ก็ออกมาคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินอีกจำนวนมากไหลเข้ามาลงทุนในบิตคอยน์อ้างอิงจาก JMP Securities มีการคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินรอเข้ามาอีกสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่มีเงินเก็บก็เริ่มสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในคริปโทฯ มากขึ้น มันจึงไม่ใช่เพียงแค่เจน X หรือเจน Y อีกต่อไปที่สนใจในสินทรัพย์ประเภทนี้ "โดยเฉพาะการเข้ามาของเทสลา มันเป็นการการันตีให้กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ มีความมั่นใจแล้วก็เริ่มสนใจที่จะลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีมากขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้เขามีเงินเก็บจำนวนมากพอที่จะแบ่งมาลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ได้" นายปรมินทร์ กล่าว สำหรับสัดส่วนการลงทุนในคริปโทฯ ที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่แนะนำและเขาก็เห็นด้วยคือ 5% ของพอร์ตการลงทุน เพราะแม้ว่าราคาบิตคอยน์จะมีความผันผวนน้อยลง หลังสถาบันเริ่มเข้ามาถือครอง แต่อย่างไรก็ตาม ความผันผวนก็ยังมากกว่าสินทรัพย์ชนิดอื่น อย่างเช่น เมื่อเทียบกับหุ้นที่ยากมากจะผันผวนต่อวัน 20-30% ขณะที่บิตคอยน์ยังคงสามารถขึ้นลงได้ภายในวันเดียวกว่า 30% นายปรมินทร์ยังได้ กล่าวถึง 6 ปัจจัยที่กระทบตลาดคริปโทฯ ดังนี้ (1) โควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาลต้องพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ และบริษัทต่างๆ จึงต้องการหนีเงินเฟ้อด้วยการไม่เก็บเงินในรูปของดอลลาร์แต่ย้ายมาเก็บเป็นบิตคอยน์แทน ซึ่งถือเป็นภารกิจของ CFO ที่ต้องบริหารจัดการเรื่องการเงินในบริษัทไม่ให้เสื่อมค่า (2) เทศกาล Altcoins คือวัฏจักรที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ โดยจะขึ้นตามหลังเหรียญหลักอย่างบิตคอยน์ ซึ่งก็ได้ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องนำไปก่อนแล้วนับตั้งแต่ต้นปีนี้ (3) กระแสการเริ่มยอมรับคริปโทเคอเรนซี ซึ่งเริ่มเห็นแล้วจากอดีตที่การยอมรับว่าบิตคอยน์สามารถใช้จ่ายได้ยังคงมีน้อย เพราะราคายังผันผวน แต่พอสถาบันเข้ามาความผันผวนของราคาจึงน้อยลงคนจึงกล้ารับมากขึ้น เช่น PayPal ที่เปิดให้ 27 ล้านร้านค้ารับการชำระเงินด้วยคริปโท (4) การมาของ Central Bank Currencies (CBDCs) ยกตัวอย่าง เช่น หยวนดิจิทัล มองว่าน่าจะเข้ามาส่งเสริมคริปโทเคอเรนซี เนื่องจากเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง CBDC และคริปโทเคอเรนซีคือบล็อกเชนเหมือนกัน ดังนั้น การมาของ CBDC ผู้คนไม่ต้องมาเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ แต่จะสามารถใช้ CBDC ได้เลย (5) ETF บิตคอยน์ ปัจจุบัน ETF แคนาดามีแล้วแต่ผู้คนยังคงรอ ETF บิตคอยน์ ในสหรัฐฯ เพราะจะทำให้นักลงทุนรายย่อยหรือสถาบันเข้าไปลงทุนได้สะดวก มากยิ่งขึ้นไปอีก (6) การกำกับของทางการ อย่างในไทยก็มีเกณฑ์คุณสมบัตินักลงทุนคริปโท ที่กำหนดให้นักลงทุนในตลาดนี้ต้องมีรายได้รวมต่อปี 1 ล้านบาท ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต.เพิ่งปิดการรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 27 มีนาคม คาดว่าน่าจะทราบผลในเร็วๆ นี้ ซึ่งการเข้ามาของ ก.ล.ต.ไทย หรือแม้กระทั่งหน่วยงานกำกับทั่วโลกในวงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดนี้เริ่มมีพัฒนาการ ทำให้ดึงดูดความสนใจจากหน่วยงานกำกับที่อยากจะเข้ามาดูแลมากขึ้น “อย่างไรก็ตาม มองว่าไม่ว่ากฎเกณฑ์กติกาต่างๆ จะออกมาจะเป็นในแง่ดีหรือไม่ดีต่อตลาดแต่ท้ายที่สุดทุกคนก็คงจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย” นายปรมินทร์ กล่าว |