สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 13 ส.ค.69 ชื่อโบรกฯ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 55.00 | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 50.00 | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 46.00 | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 44.00 | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อ | 43.00 | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 42.00 | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 39.00 | บล.พาย | ซื้อ | 39.00 | บล.เคจีไอ | ถือ | 36.00 |
สรุปปัจจัยบวก + กำไรสุทธิ 2Q69 ทำ New High แข็งแกร่ง: กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 1,905 ล้านบาท (เติบโต 15.7 - 16% YoY และ 4.5 - 5% QoQ) สูงกว่าหรือใกล้เคียงกับที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาด หนุนด้วยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของสินเชื่อ (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.พาย)
+ ต้นทุนทางการเงินลดลง หนุน NIM ขยายตัว: ได้รับประโยชน์จากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลงเร็วขึ้น (Cost of Funds ลดลง 11 - 15 bps QoQ อยู่ที่ราว 4.31%) ส่งผลให้ NIM ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ราว 13.72 - 14% (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.พาย)
+ พอร์ตสินเชื่อยังขยายตัวต่อเนื่อง: สินเชื่อรวม 2Q69 อยู่ที่ราว 1.89 แสนล้านบาท (+7.9 - 8% YoY, +2.5 - 2.6% QoQ) โดยเน้นขยายตัวในกลุ่มสินเชื่อที่มีหลักประกันเป็นหลัก (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.พาย)
+ การคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานทำได้ดี (Efficiency): อัตราส่วน Cost-to-income ลดลงมาอยู่ที่ราว 47.06 - 47.1% (ลดลง 176 bps QoQ) เนื่องจากรายได้เติบโตเร็วกว่าค่าใช้จ่าย แม้จะมีการเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้น 152 สาขา รวมเป็น 8,906 สาขา (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ)
+ มาตรการภาครัฐช่วยหนุนกำลังซื้อ: ได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ (เช่น โครงการไทยช่วยไทย) ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้จ่ายและการชำระหนี้ของประชาชนกลุ่มฐานราก (บล.ทรีนีตี้, บล.พาย)
+ แนวโน้มกำไรทั้งปี 2026/2569 เติบโต Double Digit: คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026/2569 อยู่ที่ราว 7,600 ล้านบาท (เติบโต 12 - 14% YoY) และคาดว่าจะทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง (บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.พาย)
สรุปปัจจัยลบ - คุณภาพสินทรัพย์อ่อนตัว NPL และ Credit Cost ขยับขึ้น: NPL Ratio ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.61% (จาก 2.57% ใน 1Q69) สอดคล้องกับ Credit Cost ที่ขยับขึ้นมาอยู่ในกรอบ 2.34 - 2.37% (จาก 2.11 - 2.15% ใน 1Q69) เนื่องจากบริษัทกลับมาตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสมรองรับการโตของสินเชื่อและสภาวะเศรษฐกิจ (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.พาย)
- สัดส่วนการตั้งสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) ย่อตัวลงเล็กน้อย: Coverage Ratio ลดลงมาอยู่ที่ราว 142.6 - 143% (เทียบกับ 144% ใน 1Q69) แต่ยังอยู่ในระดับสูงเพียงพอรองรับความเสี่ยงได้ (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย)
- การเติบโตของสินเชื่อเริ่มชะลอตัว: สินเชื่อครึ่งปีแรกโตราว 3% YTD ทำให้สินเชื่อทั้งปีมีแนวโน้มเติบโตราว 8 - 10% ซึ่งอาจใกล้เคียงหรือต่ำกว่าเป้าหมายกรอบล่างของบริษัทที่ตั้งไว้ 10 - 12% ผลจากการระมัดระวังและเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อไม่มีหลักประกัน (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส)
- ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนสูง: สภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังซบเซา หนี้ครัวเรือนระดับสูง ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและราคาพลังงาน รวมถึงความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ฐานราก (บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ, บล.พาย)
ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews
|