SpaceX เผชิญแรงกดดันหลังทยอยปลดล็อกหุ้น กระทบราคาและมุมมองตลาด
SpaceX กำลังเผชิญแรงกดดันจากการทยอยปลดล็อกหุ้นหลังการเข้าตลาดรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การปลดล็อกครั้งเดียวแบบดั้งเดิม โดยใช้โครงสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อหลีกเลี่ยงแรงขายก้อนใหญ่ แต่กลับทำให้ตลาดต้องเผชิญความไม่แน่นอนยืดเยื้อหลายเดือน ส่งผลต่อทั้ง ราคา สภาพคล่อง และมุมมองของนักลงทุนต่อหุ้นเทคโนโลยีมูลค่าสูง
บทความระบุว่า SpaceX เข้าจดทะเบียนเมื่อประมาณ 6 สัปดาห์ก่อน โดยเสนอขายหุ้นเพียง 5% ของบริษัท และระดมทุนได้ราว 86.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินที่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อการลงทุนในอนาคตและชำระหนี้ ขณะที่ผู้ถือหุ้นเดิมไม่ได้ขายหุ้นออกมาในรอบ IPO อย่างไรก็ตาม หุ้นส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือเอกชน และกำหนดปลดล็อกชุดแรกจะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดี ซึ่งจะทำให้ปริมาณหุ้นที่ขายได้ในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โครงสร้างปลดล็อกหุ้นแบบทยอยสร้างแรงกดดันต่อเนื่อง
แทนที่จะเป็นเหตุการณ์ปลดล็อกเพียงครั้งเดียว SpaceX ใช้รูปแบบ staggered lock-up หรือการทยอยปลดล็อกเป็นงวด ๆ วิธีนี้ช่วยลดแรงขายฉับพลันในวันเดียว แต่ก็ทำให้ตลาดต้องประเมินซัพพลายใหม่อย่างต่อเนื่อง เพราะทุกครั้งที่ tranche หนึ่งหมดอายุ นักลงทุนจะเริ่มกังวลรอบถัดไปทันที
ตามข้อมูลในบทความ รอบแรกคิดเป็น 20% ของหุ้นทั้งหมดที่กำหนดให้ปลดในช่วง 180 วัน และจะขายได้สองวันหลังรายงานผลประกอบการครั้งแรก ซึ่งกำหนดไว้ในวันอังคาร หลังจากนั้นยังมีการปลดล็อกต่อเนื่องในเดือนถัด ๆ ไป โดยมีก้อนสำคัญอีกราว 28% ที่จะปลดหลังประกาศผลไตรมาส 3 ขณะที่ Elon Musk และผู้ถือหุ้นรายใหญ่บางรายยังคงถูกล็อกไว้ครบหนึ่งปี
ซัพพลายใหม่และความกังวลของนักลงทุน
แรงกดดันสำคัญไม่ได้มาจากตัวบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากโครงสร้างซัพพลายของหุ้นใหม่ที่ไหลเข้าสู่ตลาดแบบมีจังหวะ เมื่อความไม่แน่นอนเรื่องปริมาณหุ้นเพิ่มขึ้น นักลงทุนมักชะลอการเข้าซื้อ และหันไปถือสินทรัพย์ที่ผันผวนน้อยกว่าในระยะสั้น บทความอ้างข้อมูลจาก Bloomberg ว่า short interest พุ่งขึ้นถึง 34% ของ float ทั้งหมดก่อนรอบปลดล็อกแรก สะท้อนมุมมองเชิงลบจากบางส่วนของตลาด
ขณะเดียวกัน ราคาหุ้นอยู่แถว 108 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่ทำไว้เมื่อ 6 สัปดาห์ก่อนมากกว่า 50% ยิ่งซ้ำเติมความกังวลว่าโครงสร้าง lock-up release อาจกดดันราคาและทำให้กระบวนการค้นหาราคาที่แท้จริงเป็นไปอย่างช้า ๆ
ผลสะท้อนต่อหุ้นเติบโตและบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก
แม้ SpaceX ไม่ได้จดทะเบียนในไทย แต่กรณีนี้สะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงอย่างชัดเจน หากตลาดโลกเริ่มลดน้ำหนักหุ้น Growth นักลงทุนมักประเมินมูลค่าหุ้นที่แพงกว่าพื้นฐานใหม่ โดยเฉพาะหุ้นที่พึ่งพาเรื่องเล่าการเติบโตมากกว่ากำไรปัจจุบัน
สำหรับตลาดไทย กลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมคือหุ้นที่ถูกให้พรีเมียมจากการเติบโตในอนาคต หุ้นที่ต่างชาติมองเป็นตัวแทนของ risk appetite รวมถึงหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีสภาพคล่องบางและอ่อนไหวต่อ sentiment โลก หากกระแสเงินทุนโลกเปลี่ยนทิศ นักลงทุนอาจลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ผันผวนและโยกไปยัง พันธบัตรระยะสั้น กองทุนตลาดเงิน หรือแม้แต่ ทองคำ ในบางช่วงเวลา
บทเรียนจาก SpaceX ต่อการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี
กรณีของ SpaceX ชี้ให้เห็นว่า การเข้าตลาดครั้งใหญ่ไม่ได้จบลงที่วัน IPO เพราะความเสี่ยงจาก lock-up release สามารถกำหนดทิศทางราคาได้ต่อเนื่องหลายเดือน ยิ่งบริษัทมีมูลค่าสูงและสภาพคล่องจำกัด ยิ่งต้องจับตาการไหลเข้าของหุ้นใหม่อย่างใกล้ชิด
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือบริษัทพยายามผูกการปลดล็อกบางส่วนกับผลการดำเนินงาน โดยมีบาง tranche ที่จะปลดได้เร็วขึ้นหากหุ้นซื้อขายสูงกว่า ราคา IPO 30% กลไกนี้สะท้อนว่าโครงสร้างการปลดล็อกไม่ใช่แค่เรื่องกฎเกณฑ์ แต่ยังมีผลต่อการตัดสินใจของตลาด การเคลื่อนย้ายเงินลงทุน และระดับความเสี่ยงด้าน supply overhang อย่างมีนัยสำคัญ
โดยสรุป SpaceX กลายเป็นตัวอย่างสำคัญของบริษัทที่ใช้การทยอยปลดล็อกหุ้นเพื่อลดแรงกระแทกในตลาด แต่กลับสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาและความไม่แน่นอนในระยะยาว นักลงทุนทั่วโลกจึงไม่ได้มองแค่ผลประกอบการ แต่ยังต้องติดตามจังหวะปลดล็อกหุ้นและผลกระทบต่อกระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด