สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 10 ส.ค.69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.กรุงศรี | Buy | 62.00 บาท | | บล.ลิเบอเรเตอร์ | ซื้อ | 53.00 บาท | | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 52.00 บาท | | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 52.00 บาท | | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อเก็งกำไร | 51.00 บาท | | บล.ดาโอ | ซื้อ | 50.00 บาท | | บล.บัวหลวง | ถือ | 48.00 บาท | | บล.เคจีไอ | N/A (Bloomberg เฉลี่ย) | 46.25 บาท |
ปัจจัยบวก + ผลการดำเนินงาน Q2/69 (หรือ 2Q26) ออกมาโดดเด่นและดีกว่าตลาดคาด โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 12,200 - 12,239 ล้านบาท (เติบโต +99% QoQ และพลิกจากขาดทุนใน Q2/68) ส่วนกำไรปกติอยู่ที่ 12,202 - 14,970 ล้านบาท หนุนโดยผลงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจโรงกลั่น, ธุรกิจการตลาด และธุรกิจต้นน้ำ (บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ) + ค่าการกลั่น (GRM / Market GRM) แข็งแกร่งและทรงตัวสูงในระดับ 18.4 - 23.0 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากภาวะ Supply ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ตึงตัวโดยเฉพาะกลุ่ม Middle Distillates (ดีเซล, Jet) รวมถึงแรงหนุนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ) + ธุรกิจการตลาด (Marketing) มีค่าการตลาดสุทธิปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 1.23 - 1.26 บาท/ลิตร ช่วยชดเชยปริมาณขายที่อ่อนตัว หลังภาครัฐผ่อนคลายมาตรการกำกับดูแลราคาหน้าโรงกลั่น (บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.บัวหลวง) + เริ่มรับรู้รายได้เชิงพาณิชย์ (Commercial operation) จากธุรกิจเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) ในเดือน พ.ค. ด้วยกำลังการผลิตเฉลี่ย 6.8 KBD และยอดขาย 39 ล้านลิตร สร้าง EBITDA ราว 1.0 พันล้านบาท จากส่วนต่างราคา SAF-UCO ที่อยู่ในระดับสูง (บล.ทรีนีตี้, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน) + ผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง (Oil Hedging Loss) ลดลงเหลือประมาณ 538 - 879 ล้านบาท จากการกลับรายการ Unrealized loss (บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ) + ผลประกอบการธุรกิจต้นน้ำ/ทรัพยากรธรรมชาติ (OKEA) ปรับตัวดีขึ้นตามราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ) + นักวิเคราะห์หลายแห่งปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ขึ้นอยู่ในกรอบ 26,300 - 32,100 ล้านบาท และปี 2570 อยู่ในกรอบ 10,600 - 19,500 ล้านบาท เพื่อสะท้อนสมมติฐานค่าการกลั่นที่สูงกว่าคาด (บล.ทรีนีตี้, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ) + แนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง (2H26) และ Q3/69 คาดว่ายังเติบโตได้ต่อเนื่อง YoY รับอานิสงส์จาก Supply พลังงานที่ยังคงตึงตัว (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.กรุงศรี, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ดาโอ) + อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับน่าสนใจที่ราว 8 - 11.6% (บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.บัวหลวง) ปัจจัยลบ - มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันและการป้องกันความเสี่ยง (Net Inventory & Hedging Loss) รวมถึงผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงก้อนใหญ่ตามราคาน้ำมันดิบที่ผันผวน (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.ดาโอ) - รับรู้ค่าใช้จ่ายการด้อยค่า (Impairment loss) และการด้อยค่าความนิยมรวมประมาณ 582 - 3,140 ล้านบาท (หลังหักภาษี) หลักๆ มาจากโครงการ Statfjord / OKEA (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เคจีไอ) - ธุรกิจโรงกลั่นถูกกดดันบางส่วนจากการขอความร่วมมือของภาครัฐในการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น และข้อจำกัดในการส่งออกดีเซล/Jet (บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ดาโอ) - กำลังการผลิตและปริมาณจำหน่ายบางธุรกิจลดลง QoQ เช่น ปริมาณขายน้ำมันสำเร็จรูปธุรกิจการตลาด (-14% QoQ), ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้า (-18% QoQ) ตามปัจจัยฤดูกาล และปริมาณการผลิตของกลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ (-23% QoQ) จากการปิดซ่อมบำรุงตามแผน (บล.ลิเบอเรเตอร์) - ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ค่าการกลั่น (GRM) และ Crude Premium (บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ, บล.ดาโอ) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |