THG ชี้แจงตลท. กางแผนเพิ่มทุน 941 ล้านหุ้น ให้ RAM และ ผถห.เดิม หวังได้เงิน 6.2 พันลบ. มาใช้หนี้ พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานะการเงินของบริษัทฯ พร้อมเจรจาสถาบันการเงินขอปรับปรุงวิธีการคํานวณอัตราส่วนทางการเงินบางประการ เพื่อให้ สะท้อนถึงความสามารถที่แท้จริงของบริษัทฯ นายภูมิพัฒน์ ฉัตรนรเศรษฐ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือTHG ได้รับการขอให้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมในหมาย เหตุประกอบงบการเงินปี 67 ข้าพเจ้าขอชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับสองประเด็นดังนี้ 
1. สถานะการเงินและแผนธุรกิจ
บริษัทฯ ยังคงดําเนินการตามแผนที่ได้ชี้แจงไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ณ งวดสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 68 ตามที่ได้ระบุในข้อมูลสําคัญ โดยเมื่อวันที่ 31 มี.ค.68 คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติการเพิ่มทุนจด ทะเบียน ตามรายละเอียดที่ปรากฏในเอกสารแจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5/68 ลงวันที่ 31 มี.ค.68 บริษัทฯ จะดําเนินการแจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับรายการเพิ่มทุนจดทะเบียนดังกล่าวให้แก่ผู้ลงทุนทราบผ่านระบบ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ชัดเจน และเพียงพอในการพิจารณาการลงทุน ในหลักทรัพย์ของบริษัทฯ ต่อไป 2. เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน บริษัทฯ ขอชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน ซึ่งไม่สามารถดํารงอัตราส่วนทาง การเงินบางประการตามที่กําหนดในสัญญาเงินกู้ยืม บริษัทฯ ได้ทําการเจรจากับสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเพื่อขอยกเว้น การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวในระยะเวลาชั่วคราว และได้รับความเห็นชอบในการผ่อนผันเงื่อนไขระยะสั้นแล้ว อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขอื่นที่ไม่สามารถดํารงได้และมีผลกระทบต่องบการเงิน ได้แก่ เงื่อนไขการดํารงสัดส่วนการถือหุ้น ของครอบครัววนาสินทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่น้อยกว่า 15% ของจํานวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทฯ ซึ่งที่ผ่านมา สัดส่วนการถือหุ้นของครอบครัววนาสินได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกรรมดังกล่าวเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้ถือหุ้นที่ บริษัทฯ ไม่สามารถควบคุมได้ ส่งผลให้บริษัทฯ ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ ทั้งนี้ มูลค่าเงินกู้ยืมระยะยาวที่ มีการกําหนดเงื่อนไขดังกล่าวมีจํานวนทั้งสิ้น 853.7 ล้านบาท ในส่วนของแนวทางการแก้ไขในระยะยาว บริษัทฯ ได้พิจารณาและอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อปรับปรุง อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานะการเงินของบริษัทฯ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อขอปรับปรุงวิธีการคํานวณอัตราส่วนทางการเงินบางประการ เพื่อให้ สะท้อนถึงความสามารถที่แท้จริงของบริษัทฯ ในการชําระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมระยะยาว รวมถึงขอ เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการดํารงสัดส่วนการถือหุ้นของครอบครัววนาสินจากข้อกําหนดในสัญญาเงินกู้ยืมระยะยาว ซึ่ง บริษัทฯ คาดว่าจะดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 68 บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางการเงินที่กำหนดโดยสถาบันการเงินได้ภายหลังการเพิ่มทุนและการปรับปรุงเงื่อนไขทางการเงินตามแผนที่กำหนดไว้โดยบริษัทฯ จะแจ้งให้ผู้ลงทุนทราบ เกี่ยวกับสถานการณ์ในส่วนนี้ต่อไป อนึ่ง วานนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จำนวน 941,686,960 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิมจำนวน 847,467,400 บาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่จำนวน 1,789,154,360 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 941,686,960 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท แบ่งเป็นดังนี้ - จัดสรรให้บุคคลในวงจำกัด คือ ให้แก่ บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) หรือ RAM ไม่เกิน 430,500,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 8.65 บาท - ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) ไม่เกิน 511,186,960 หุ้น อัตราส่วน 5 หุ้นสามัญเดิม: 2 หุ้นสามัญเพิ่มทุน ราคาขาย 5 บาท/หุ้น โดยภายหลังจากการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่บุคคลในจำกัดในครั้งนี้ จะทำให้RAM ถือหุ้นในบริษัทฯจำนวนไม่เกิน 638,878,474 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 49.99% ของจำนวนหุ้นที่ออกและจําหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ส่งผลให้ RAM ได้มาซึ่งหุ้นสามัญในบริษัทฯ จนมีสัดส่วนการถือหุ้นที่ข้ามจุดที่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการที่ 25% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทฯ RAM จึงมีหน้าที่ทำคําเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Mandatory Tender Offer) โดยจะเสนอ ในที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/68 ในวันที่ 9 มิ.ย. 68 สำหรับการเพิ่มทุนครั้งนี้ บริษัทฯ จะได้รับเงินจากการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่บุคคลในวงจำกัด จำนวนไม่เกิน 3,723.83 ล้านบาทและการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) จำนวนไม่เกิน 2,555.93 ล้านบาท รวมเป็นเงินไม่เกิน 6,279.76 ล้านบาท โดยหลักจะใช้ ชำระหนี้เงินกู้ยืมของบริษัทฯ และ/หรือบริษัทย่อย ไม่น้อยกว่า 5,100 ล้านบาท และใช้เป็นเงินเพิ่มทุนส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้เงินกู้ยืมข้างต้นไม่เกิน 1,179.76 ล้านบาท 
|