SCGD มั่นใจผลประกอบการ Q3/69 พลิกกลับมาเป็นบวกได้ เหตุไม่มีการทันทึกรายการพิเศษเหมือน Q2/69 ลุ้นครึ่งปีหลังตลาดเวียดนามและฟิลิปปินส์ฟื้นตัวต่อเนื่อง ช่วยหนุนกำไรปีนี้ให้ทรงตัวหรือชะลอตัวเล็กน้อยจากปีก่อน แย้มฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง หลังตุนเงินสดกว่า 9 พันลบ. พร้อมทุ่มงบลงทุนปีนี้ 2.4 -2.5 พันลบ. ใช้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เปิดเผยภายในงานแถลงข่าว "ผลการดำเนินงานของบริษัทไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกของปี 69" โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/69 มั่นใจจะกลับมายืนในแดนบวกได้ เนื่องจากในช่วงไตรมาส 2/69 หากไม่นับรวมรายการพิเศษผลการดำเนินปกติของบริษัทก็ยังเป็นบวกอยู่ แม้สถานการณ์ปัจจัยภายนอกจะค่อนข้างผันผวนมากๆ ส่วนการจะเติบโตได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุอีกรอบว่าจะมีผลกระทบต่อราคาพลังงานมากน้อยแค่ไหนในไตรมาส 3/69 ทั้งนี้ภาพรวมอุตสาหกรรมในช่วงไตรมาส 3/69 ไปจนถึงช่วงปลายปี มองสถานการณ์ยังคงผันผวน โดยตลาดประเทศไทยยังอยู่ในสภาวะไม่แน่นอนและคาดว่าจะชะลอตัวต่อเนื่อง เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกที่ชัดเจน ขณะที่ตลาดประเทศเวียดนามน่าจะยังมีปัจจัยเชิงบวกต่อเนื่อง ถึงแม้จะเข้าสู่ช่วงฤดูฝน แต่จะยังเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนแน่นอน ด้านฝั่งตลาดฟิลิปปินส์ในช่วงไตรมาส 2/69 ที่ผ่านมาถือว่าหนักหนา เพราะต้นทุนราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก แต่ตอนนี้เริ่มลดลงมาในระดับปกติ จึงทำให้สัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นในระดับปานกลาง ส่วนตลาดอินโดนีเซียยังมีปัญหาเรื่องการเมืองภายในประเทศและเงินทุนสำรองต่างๆ รวมถึงค่าเงินที่ชะลอตัวลง จึงยังไม่มีปัจจัยบวกมากนัก อย่างไรก็ตามสรุปแนวโน้มตลาดใน 4 ประเทศที่บริษัทมีฐานการผลิตอยู่ โดยคาดว่าตลาดในไทยและอินโดนีเซียถือว่ายังไม่มีปัจจัยบวก แต่ปัจจัยหนุนจะอยู่ในประเทศเวียดนามและฟิลิปปินส์ ซึ่งต้องมาดูว่าการผลักดันยอดขายจากทั้ง 2 ประเทศนี้หากเติบโตได้ต่อเนื่องและหากตลาดเมืองไทยไม่ชะลอตัวไปมากกว่านี้ ทำให้ภาพรวมของ SCGD ก็น่าจะทรงตัวหรือชะลอตัวเล็กน้อยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 69 ทิศทางผลประกอบการปี 69 คาดว่ากำไรสุทธิ (Bottom line) จะทรงตัวหรือชะลอตัวเล็กน้อย เนื่องจากภาวะปัจจัยภายนอก โดยคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังการเติบโตของตลาดเวียดนามและฟิลิปปินส์จะมาช่วยชดเชยการชะลอตัวของตลาดประเทศไทยและอินโดนีเซีย หลังจากประเมินแนวโน้มตลาดใน 4 ประเทศ พบว่าประเทศไทยมีแนวโน้มที่ชะลอตัวมากสุดและตลาดอินโดนีเซียก็ชะลอตัวลงบ้างจากการมีปัญหาการเมืองในประเทศ "ในมุมของกำไร คิดว่าการที่เราพิสูจน์ให้เห็นว่ามีการปรับตัวจากจุดที่ยากที่สุดในช่วงไตรมาส 2/69 มาแล้ว ซึ่งน่าจะเห็นการเติบโตของกำไรบริษัทไปจนถึงช่วงปลายปี" นายนำพล กล่าว ส่วนกรณีประเทศไทยมีสินค้าคุณภาพต่ำเข้ามาแข่งขันจำนวนมาก มองว่าเป็นสิ่งที่บริษัทดำเนินการและจัดการอย่างต่อเนื่องคือการออกสินค้ากลุ่ม HVC ซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีในราคาที่เหมาะสม ซึ่งไม่ได้มีคุณภาพต่ำ และพยายามเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้ได้มากที่สุด พร้อมมองว่าสินค้าคุณภาพต่ำที่เข้ามาส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มสินค้าที่มีการซื้อซ้ำบ่อยๆ เช่น กรอกน้ำ เป็นต้น ซึ่งบริษัทมีการเจาะการขายเข้ามาในกลุ่มตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือว่าเติบโตดีในระดับ 80% อย่างไรก็ตามภาพรวมสัดส่วนสินค้ากลุ่ม HVC ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 16% จากปีก่อนที่อยู่ระดับ 14% นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD กล่าวว่าด้านฐานะการเงินของบริษัทถือว่ายังแข็งแกร่งอยู่ โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 9,000 ล้านบาท ขณะที่โครงสร้างหนี้สินยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA คงอยู่ที่ 1.4 เท่า ขณะที่งบลงทุนปีนี้อยู่ที่ประมาณ 2,400-2,500 ล้านบาท ซึ่งบริษัทยังดำเนินงานตามแผนงานโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อลดต้นทุนการผลิตหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การเพิ่มระบบอัตโนมัติต่างๆที่จะมีการลงทุนต่อเนื่อง นอกจากนี้โครงการรวมฐานการผลิตในประเทศไทยจาก 4 โรงงาน เหลือ 2 โรงงาน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 957 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนปีนี้ประมาณ 390 ล้านบาท และปีหน้า 550 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/70 โดยจะช่วยลดต้นทุนเฉลี่ย 380 ล้านบาทต่อปี และต้นทุนแข่งขันได้เทียบเท่าสินค้านำเข้าต่อหน่วยที่ลดลง 16-20% ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |