สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 10 ส.ค. 69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อ | 35.20 บาท | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 35.00 บาท | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 32.00 บาท | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 31.50 บาท | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 30.00 บาท | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) | ซื้อ | 28.00 บาท | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 26.50 บาท | บล.พาย | ซื้อ | 26.50 บาท | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ถือ | 24.00 บาท |
ปัจจัยบวก + +ผลประกอบการ 2Q26 แข็งแกร่งตามคาด : มีกำไรปกติไตรมาส 2/26 อยู่ที่ 3.51 พันล้านบาท (+3% YoY, ฟื้นตัวแรง QoQ) หนุนจากรายได้ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารที่เติบโต รวมถึงการเข้าสู่ช่วง High season ของยุโรป (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), บล.พาย) + การเติบโตของ RevPAR ในยุโรปและไทย : รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) ในยุโรปและไทยเติบโต 3 - 4% YoY จากราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ที่ปรับตัวสูงขึ้น และเริ่มเห็นการฟื้นตัวเป็น double-digit ในมัลดีฟส์ช่วง 3Q26 (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.พาย) + แนวโน้ม 2H26 และ 3Q26 ฟื้นตัวต่อเนื่อง : คาดว่าผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลังจะดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก จากยอดจองห้องพักล่วงหน้า (OTB) ที่เป็นบวกทุกภูมิภาค รวมถึงการเข้าสู่ High season ของโรงแรมไทยใน 4Q26 และผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่คาดว่าจะลดลง (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.พาย) + การบริหารจัดการต้นทุนและการป้องกันความเสี่ยง : บริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี และทำการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ต้นทุนค่าไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติไว้อีก 80-90% ตลอดปี 2026 (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้) + การกระจายความเสี่ยงและ Valuation ที่น่าสนใจ : การมีโรงแรมกระจายอยู่ทั่วโลกช่วยลดการพึ่งพิงภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง นอกจากนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันยัง Laggard และซื้อขายที่ EV/EBITDA ต่ำที่สุดในกลุ่มเพียงราว 7 เท่า จึงมีโอกาสเกิด Valuation Re-rating (บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.พาย) + แผนการนำ Minor Food เข้า IPO : ยังคงแผนการนำธุรกิจอาหารเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามเดิม (บล.ทรีนีตี้, บล.พาย) ปัจจัยลบ - - การเลื่อนจัดตั้ง REIT และแผนลดหนี้ : การเลื่อนนำสินทรัพย์เข้ากอง REIT ออกไปเนื่องจากภาวะตลาดและดอกเบี้ยไม่เอื้ออำนวย ส่งผลกระทบต่อแผนการลดหนี้ และอาจทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น (บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ทรีนีตี้, บล.พาย) - ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและภาระหนี้เพิ่มขึ้น : ภาระดอกเบี้ยจ่ายปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 2.6 พันล้านบาท (+16% QoQ, +6% YoY) จากการ refinance หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual bond) โดยการใช้สินเชื่อจากธนาคารแทน ส่งผลให้ Net Gearing เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.1 เท่า (บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.พาย) - ผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ : สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกดดันกำลังซื้อและการเดินทาง กระทบต่อผลการดำเนินงานของโรงแรมภายใต้สัญญาบริหาร และร้านอาหารแฟรนไชส์ในพื้นที่ รวมถึงโรงแรมในมัลดีฟส์ใน 2Q26 จากจำนวนเที่ยวบินที่ลดลง (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.พาย) - กำลังซื้อผู้บริโภคอ่อนตัวและ SSSG ติดลบ : ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของธุรกิจอาหารโดยรวมลดลง 0.3% YoY จากกำลังซื้อที่ชะลอตัวในบางตลาด (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ, บล.ทรีนีตี้, บล.พาย) - ผลการดำเนินงาน 1H26 ยังต่ำกว่าเป้าหมาย : กำไรปกติ 1H26 ที่ 3.66 - 3.7 พันล้านบาท (+5.7% - 6% YoY) คิดเป็นเพียง 36-41% ของประมาณการทั้งปี และยังต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีของบริษัทที่วางไว้ 15-20% (บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.เคจีไอ) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |