ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดดิ่งแรงในวันพฤหัสบดี (5 พ.ย.) โดยดัชนีแนสแดคปิดลบกว่า 5% ทำสถิติลดลงหนักสุดในวันเดียวในรอบ 19 เดือน และเข้าสู่ภาวะปรับฐานทางเทคนิคอย่างเป็นทางการ โดยถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มชิปที่ร่วงลงจากความกังวลว่าพรรคเดโมแครตจะออกกฎควบคุมธุรกิจ AI เข้มงวดขึ้น หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมและครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,523.06 จุด ร่วงลง 1,833.06 จุด (-3.44%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,353.73 จุด ลดลง -334.89 จุด (-4.36%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 24,315.00 จุด ร่วงลง 1,421.52 จุด (-5.52%) พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยสามารถครองเสียงข้างมากในหลายรัฐ รวมถึงในหลายรัฐที่มีกระแสต่อต้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ตลาดกังวลว่า จะมีการผลักดันนโยบายกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้มงวดขึ้น และอาจนำไปสู่การชะลอการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาหุ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ แรงเทขายส่งผลให้ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย ดิ่งลงกว่า 12% ขณะที่หุ้น Nvidia ร่วงกว่า 9% ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทในดัชนี S&P 500 หายไปถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ ดัชนีแนสแดคปรับตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าเมื่อวัน Liberation Day ในเดือนเม.ย. 2025 นอกจากนี้ ดัชนียังเข้าสู่ภาวะปรับฐานทางเทคนิคอย่างเป็นทางการ หลังลดลง 10% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 6 ต.ค. เมลิสซา บราวน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยการลงทุนระดับโลกของ SimCorp กล่าวว่า นักลงทุนเริ่มซึมซับข้อมูลว่าสมาชิกสภาคองเกรสและผู้ว่าการรัฐที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งบางส่วนต้องการชะลอการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ออกไป ถึงแม้จะไม่สามารถหยุดพัฒนาได้ทั้งหมด แต่การชะลอโครงการก็สร้างความกังวลให้กับตลาด เพราะการเติบโตของ AI ในช่วงที่ผ่านมามาจากการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีนี้เป็นหลัก ก่อนหน้านี้ในวันพุธ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 3 เดือน หลังความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง ส่งผลให้นักลงทุนมีความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การที่การเมืองสหรัฐฯ อยู่ภายใต้การแบ่งขั้วทางการเมือง อาจทำให้การเปลี่ยนแปลงกฎหมายครั้งใหญ่เกิดขึ้นได้ยากขึ้น และอาจเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านการคลัง เบธ แฮมแม็ก ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาคลีฟแลนด์ และโธมัส บาร์กิน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาริชมอนด์ ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนต.ค. ซึ่งจะเปิดเผยในวันศุกร์นี้ โดยขณะนี้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า หลังจากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้วในเดือนก.ย. ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ร่วงลงเช่นกัน นำโดยหุ้น Meta Platforms ซึ่งร่วงลง 4% ขณะที่หุ้น Amazon.com และ Alphabet ร่วงลงที่ 2.2% - หุ้นดาต้าเซ็นเตอร์ อาทิ IREN และ Applied Digital ร่วงกว่า 14% ส่วน CoreWeave ดิ่งเกือบ 10% - หุ้นบริษัทสาธารณูปโภคและผู้จัดหาอุปกรณ์ที่ได้ประโยชน์จากกระแส AI อย่าง GE Vernova และ Constellation Energy ร่วงลง 7.5% และ 2.5% ตามลำดับ - หุ้น Tesla และ SpaceX ของอีลอน มัสก์ ลดลงเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้มัสก์ใช้เงินเกือบ 500 ล้านดอลลาร์สนับสนุนผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอม - หุ้น Qualcomm ร่วงลง 9.5% หลังรายงานตัวเลขประมาณการยอดขายชิปสมาร์ทโฟนในไตรมาส 4 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 26,900 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 17,700 ล้านหุ้น ที่มา Reuters |