นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายหุ้นและพันธบัตรอินโดนีเซีย ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์ร่วงเป็นประวัติการณ์จากความกังวลต่อนโยบายประชานิยม รวมถึงการแทรกแซงตลาดและภาคธุรกิจของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ซึ่งเสี่ยงทำลายวินัยการคลัง ท่ามกลางสงครามอิหร่านซึ่งเป็นปัจจัยล่าสุดที่เร่งให้เงินทุนไหลออก หลัง MSCI เคยเตือนเมื่อช่วงต้นปีนี้ว่า ตลาดหุ้นอินโดนีเซียเสี่ยงที่จะถูกลดสถานะสู่ตลาดหุ้นชายขอบ ดัชนี Jakarta Composite Index ของตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ร่วงไปถึง 36% เพียง 5 เดือนหลังจากดัชนีพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และกลายเป็นดัชนีที่ทำผลงานแย่ที่สุดในปีนี้ในบรรดาดัชนีหุ้นโลกกว่า 90 ดัชนีที่บลูมเบิร์กติดตามข้อมูล ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงกว่า 7% ด้านนักลงทุนต่างชาติแห่ถอนเงินหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากตลาดพันธบัตรของประเทศ ปัจจัยดังกล่าวกดดันบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นอินโดนีเซียอย่างรุนแรง ซึ่งเคยเป็นสินทรัพย์หลักที่ต้องมีติดพอร์ตสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ สิ่งที่นักลงทุนตระหนกคือ นโยบายแนวประชานิยมและการแทรกแซงทางเศรษฐกิจที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต นำมาใช้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จอร์จ บูบูราส หัวหน้าฝ่ายวิจัย กองทุนเฮดจ์ฟันด์ K2 Asset Management กล่าวว่า เทรนด์การซื้อขายหลักในเอเชียคือ กระแส Sell Indonesia ซึ่งหลังจากลงทุนในตลาดอินโดฯ มาหลายสิบปี ล่าสุดเขาได้ตัดสินใจล้างพอร์ตไปจนหมดในปี 2024 ความเคลื่อนไหวล่าสุดของผู้นำอินโดนีเซียในการเข้าควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรง เพื่อสกัดการเลี่ยงภาษีได้นำไปสู่แรงเทขายในหุ้นกลุ่มผู้ส่งออก นอกจากนี้ยังมีนโยบายประชานิยม อาทิ การดำเนินโครงการอาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศ การขยายบทบาทของรัฐบาลในระบบเศรษฐกิจ และอัดฉีดเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara แต่สำหรับนักลงทุนจำนวนมาก การลาออกจากตำแหน่งของนางศรี มุลยานี อินทราวตี อดีตรัฐมนตรีการคลังเมื่อปีที่แล้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กระทบความเชื่อมั่น เนื่องจากเธอได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะผู้สร้างวินัยการคลังของประเทศ และสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่า อินโดนีเซียจะรักษาการบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบ ซึ่งช่วยให้ประเทศได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ Investment Grade และดึงดูดเงินทุนต่างชาติมาเป็นเวลานาน แต่ปัจจุบัน นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า รัฐบาลยังคงยึดมั่นในวินัยทางการคลังดังกล่าวหรือไม่ หยูซวน ถัง หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนประจำภูมิภาคเอเชียของ JPMorgan Private Bank ในฮ่องกง กล่าวว่า "ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศถือเป็นความเสี่ยงที่พบได้ทั่วไปของตลาดเกิดใหม่ ซึ่งนักลงทุนมักชะลอการตัดสินใจจนกว่าความไม่แน่นอนจะคลี่คลาย และแนวโน้มต่าง ๆ จะมีความชัดเจนมากขึ้น” ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์เป็นภาพสะท้อนชัดที่สุดของความวิตกกังวลในตลาด โดยอ่อนค่าลงประมาณ 14% นับตั้งแต่ปราโบโวเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนต.ค. 2024 และติดอันดับสกุลเงินที่อ่อนค่ามากสุดในเอเชียในปีนี้ เงินรูเปียห์ร่วงทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดี (4 มิ.ย.) อ่อนค่าเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ตลาดออปชันส่งสัญญาณว่ามีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงอีก โดยเทรดเดอร์ประเมินว่ามีโอกาสราว 45% ที่ค่าเงินรูเปียห์จะอ่อนค่าแตะที่ 19,000 รูเปียะห์ต่อดอลลาร์ภายในเดือนธ.ค. และมีโอกาส 27% ที่จะดิ่งลงไปถึง 20,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ในอีกหนึ่งปีนับจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังปรับลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียลง 86 ล้านล้านรูเปียห์ (4,800 ล้านดอลลาร์) ลดลง 9% นับจากเดือนส.ค. 2025 ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลติดลบกว่า 8% สำหรับนักลงทุนที่ถือสกุลเงินดอลลาร์ในปีนี้ เมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่โดยรวมที่เพิ่มขึ้น 1.6% แม้ว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียจะแทรกแซงตลาดอย่างต่อเนื่องก็ตาม ความกังวลอีกข้อหนึ่งคือ การที่ธนาคารกลางเข้ามาถือครองหนี้รัฐบาลเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบัน ธนาคารกลางอินโดนีเซียถือครองพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ 27% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงผิดปกติสำหรับระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ แรงเทขายที่เกิดขึ้นยังสร้างความกังวลเกี่ยวกับอันดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียรอบใหม่ โดยประเทศได้รับการปรับอันดับขึ้นสู่ระดับที่น่าลงทุนจากสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลกในช่วงปี 2012-2017 หลังจากรักษาวินัยการคลังต่อเนื่องมาหลายปี แต่นักลงทุนเริ่มกังวลว่า ความน่าเชื่อถือที่ประเทศใช้เวลาสั่งสมมาอย่างยาวนานอาจถูกสั่นคลอน หากความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการคลังของรัฐบาลลดลง ที่มา Bloomberg
ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ :https://url.in.th/w-stock-news |