สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 14 - 15 ก.ค.69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล | ซื้อ | 26.00 บาท | | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 25.00 บาท | | บล.หยวนต้า | ซื้อ | 24.70 บาท | | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 23.00 บาท | | บล.บัวหลวง | ซื้อ | | | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 23.00 บาท | | บล.เมย์แบงก์ | ถือ | 20.00 บาท |
สรุปปัจจัยบวก + ผลประกอบการครึ่งปีหลัง (2H69) มีแนวโน้มฟื้นตัวเด่นชัด จากการเข้าสู่ช่วง High Season (ฤดูฝนและฤดูหนาว) ของผู้ป่วยชาวไทย และฐานเปรียบเทียบที่ต่ำลงจากรายได้กัมพูชาที่หายไปตั้งแต่กลางปี 2568 (บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง, บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.เมย์แบงก์, บล.ฟิลลิป) + สัญญาณการฟื้นตัวของรายได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในเดือน มิ.ย. - ก.ค. 69 โดยตัวเลขรายได้ช่วงต้นเดือน ก.ค. 69 ส่งสัญญาณบวกเติบโตราว 4 - 5% YoY (บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง, บล.หยวนต้า, บล.เมย์แบงก์, บล.ฟิลลิป) + สัญญาณการทยอยฟื้นตัวของผู้ป่วยตะวันออกกลางรายเดือนเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง จากที่เคยติดลบหนักสุด -31% ถึง -36% YoY ในเดือน เม.ย. ปรับตัวดีขึ้นเหลือติดลบเพียง -15% ในเดือน มิ.ย. หลังสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย (บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.เมย์แบงก์, บล.ฟิลลิป) + ฐานลูกค้าต่างชาติกลุ่มอื่นยังแข็งแกร่ง หากตัดตลาดกัมพูชาและตะวันออกกลางออก รายได้ผู้ป่วยต่างชาติยังเติบโตมากกว่า 10% YoY นำโดยเมียนมาร์ที่เติบโตเด่นชัด 20 - 30% YoY รวมถึงสหรัฐฯ และยุโรป (บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.เมย์แบงก์) + รายได้ผู้ป่วยไทยยังเติบโตได้ 2% YoY หนุนโดยการรักษาโรคซับซ้อน และมีปัจจัยหนุนจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่และ COVID-19 ที่มาเร็วกว่าปกติในไตรมาส 2 (บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก, บล.เมย์แบงก์) + ความซับซ้อนของโรคที่สูงขึ้นช่วยหนุนรายได้เฉลี่ยต่อหัว โดยรายได้เฉลี่ยต่อผู้ป่วยนอก (OPD) เพิ่มขึ้น 4.7% YoY และรายได้เฉลี่ยต่อเตียงของผู้ป่วยใน (IPD) เพิ่มขึ้น 3.5% YoY ซึ่งช่วยชดเชยจำนวนผู้ป่วยที่ลดลงได้ (บล.ฟิลลิป) + รับรู้เงินชดเชยประกันภัยน้ำท่วมโรงพยาบาลหาดใหญ่เข้ามาช่วยพยุงงบ จำนวนประมาณ 72 - 73 ล้านบาท หลังหักภาษีในงบไตรมาส 2 (บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง, บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.เมย์แบงก์) + การขยายเตียงใหม่ช่วยหนุนการรับรู้รายได้ในครึ่งปีหลัง ได้แก่ รพ.กรุงเทพหัวหิน 50 เตียง และ รพ.กรุงเทพสุราษฎร์ธานี 70 เตียง โดย รพ.สุราษฎร์ธานี ใช้พื้นที่อาคารเดิมทำให้ค่าเสื่อมราคาเพิ่มไม่มาก (บล.บัวหลวง) + มีปัจจัยหนุนระยะกลาง-ยาว จากโครงการ WellEra, Wellness Ecosystem และประเด็นที่รัฐบาลศึกษาปรับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (บล.หยวนต้า) + ราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าสนใจ (Valuation ถูก) ซื้อขายที่ระดับ PER ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวราว -1.5SD สะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว (บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้) + คาดการณ์รายได้ระยะยาวเติบโตเร่งตัวขึ้น ประเมินว่ารายได้จะเติบโตสูงขึ้นจาก 2% ในปี FY26 เป็น 7% ในปี FY27 จากการฟื้นตัวของต่างชาติและอุปสงค์ในประเทศ (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล) สรุปปัจจัยลบ - ผลประกอบการไตรมาส 2 (2Q69) อ่อนตัวลงต่ำสุดของปี คาดกำไรปกติ/กำไรหลักลดลงอยู่ในกรอบ 0.5% - 10.7% YoY และลดลง 11% - 23.2% QoQ (คิดเป็นกำไรปกติประมาณ 3,115 - 3,530 ล้านบาท หรือกำไรสุทธิ 3.4 - 3.6 พันล้านบาท) (บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง, บล.หยวนต้า, บล.ทิสโก้, บล.เมย์แบงก์, บล.ฟิลลิป, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล) - อัตรากำไร (EBITDA Margin / GPM) ลดลง โดยคาด EBITDA Margin ลดลงเหลือประมาณ 21.3% - 22.5% (จาก 22.6% - 22.7% ในไตรมาส 2 ปีก่อน) ถูกกดดันจากต้นทุนคงที่, ต้นทุนค่ายาและเวชภัณฑ์ที่สูงขึ้น และผลของ operating leverage ที่ลดลง (บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.เมย์แบงก์, บล.ฟิลลิป) - รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติในไตรมาส 2 หดตัวลงราว 2% YoY ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง (หดตัว -25% ถึง -36%) และการลดลงของฐานผู้ป่วยกัมพูชา (หดตัว -70% ถึง -80%) (บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.เมย์แบงก์, บล.ฟิลลิป) - ได้รับแรงกดดันจากปัจจัยฤดูกาล (Low Season) ในไตรมาส 2 ซึ่งมีวันหยุดยาว ส่งผลให้ความต้องการเข้ารับการรักษาพยาบาลและจำนวนผู้ป่วยชะลอตัวลง โดยรายได้โรงพยาบาลคาดลดลง 4.3% - 4.4% QoQ (บล.เอเซียพลัส, บล.เมย์แบงก์, บล.ฟิลลิป) - ภาระค่าใช้จ่ายและภาษีที่เพิ่มขึ้น มีค่าเสื่อมราคาจากการเปิดอาคารใหม่และขยายเตียง รวมถึงอัตราภาษีจ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 19% หลังสิทธิประโยชน์ BOI ทยอยหมดอายุ (บล.เอเซียพลัส) - จำนวนผู้ป่วยรวมปรับตัวลดลง โดยจำนวนผู้ป่วยนอก (OPD) ปรับตัวลดลง และจำนวนผู้ป่วยใน (IPD) เข้ารับการรักษาลดลง -3.3% YoY (บล.ฟิลลิป) - ความท้าทายในการเติบโตให้ได้ตามเป้าหมายของบริษัท (Challenge guidance) โดยช่วงครึ่งปีหลัง BDMS จำเป็นต้องสร้างการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 8% - 9% YoY ต่อไตรมาส เพื่อให้รายได้ทั้งปีเติบโตได้ตามเป้าหมาย (บล.ฟิลลิป) - แนวโน้มการเติบโตระยะยาวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม คาดการณ์การเติบโตกำไรช่วงปี 2568-71 ของ BDMS ที่ 1.7% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 2.6% อีกทั้งการฟื้นตัวในครึ่งปีหลังก็ไม่ได้เด่นกว่ากลุ่ม โดยมีหุ้นตัวอื่นในกลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่าง BH ที่น่าดึงดูดมากกว่า (บล.เมย์แบงก์) - ความเสี่ยงในไตรมาส 3 จากฐานรายได้ปีก่อนที่สูง อัตราการเติบโตใน 3Q69 อาจเผชิญความท้าทายเนื่องจากในเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว มีฐานที่สูงมากจากการระบาดของไข้หวัด (บล.เมย์แบงก์) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |