เหรียญมีมครองแชมป์อันดับหนึ่งกลุ่มเหรียญที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดในครึ่งปีแรกของปี 2024 โดยให้ผลตอบแทนถึง 1,834% ตามมาด้วยอันดับสองอย่าง RWA ที่ให้ผลตอบแทน 214% ข้อมูลจาก BitEye, CoinGecko และ Wu Blockchain ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มเหรียญมีมครองแชมป์อันดับหนึ่งด้วยผลตอบแทนสุดอู้ฟู่ถึง 1,834% นับตั้งแต่ต้นปี 2024 ตามมาด้วยกลุ่มเหรียญ RWA ที่ให้ผลตอบแทนถึง 214% ส่วนกลุ่มเหรียญ AI สร้างผลตอบแทนได้ 72% ขณะที่กลุ่มเหรียญ DePIN ให้ผลตอบแทน 59% สินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำอย่าง Bitcoin และ Ether ยังคงทำผลงานได้ดี โดย ETH มีผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 50% ส่วน Bitcoin ให้ผลตอบแทนราว 45% นอกจากนี้ กลุ่มเหรียญ Layer 1 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 43% ขณะที่กลุ่มเหรียญ GameFi และ DeFi แม้จะตามหลังคู่แข่ง แต่ก็ยังสร้างผลตอบแทนได้ 19% และ 3% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม กลุ่มเหรียญ Layer 2 กลับติดลบขาดทุนเฉลี่ยราว 41% การพุ่งทะยานของกลุ่มเหรียญมีมส่วนนึงมี Solana เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เหรียญมีมครองอันดับหนึ่งด้านผลตอบแทนในครึ่งปีแรก โดยดูจากในเดือนพฤษภาคมได้มีการเปิดตัวโทเคนใหม่บน Solana มากถึง 541,000 เหรียญ ซึ่งกระแสนี้ได้มีดารา นักร้อง และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเข้ามาใช้งานมากมายเช่น Andrew Tate, แร็ปเปอร์ Lil Pump และ Iggy Azalea อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นของ Solana มาพร้อมกับข้อกังขาที่ว่าหลายโปรเจกต์ได้ถูกกล่าวหาว่ามีการใช้ข้อมูลวงในเพื่อทำกำไร รวมถึงบางกรณีถูกสงสัยว่าเป็นกลยุทธ์การปั่นราคา และในท้ายที่สุดก็เทขายเหรียญเพื่อทำกำไร โดย Solana ได้รับการขนานนามจากบริษัท Pantera Capital ว่าเป็น "MacOS แห่งวงการบล็อกเชน" ด้วยจุดเด่นด้านสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด และการให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ใช้ ซึ่งมุ่งเน้นถึงความง่ายในการใช้งาน ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างโทเคนและพัฒนาสมาร์ทคอนแทรคได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว แม้จะไม่มีความรู้ด้านเทคนิคมากนัก กลุ่มเหรียญ RWA ที่ให้ผลตอบแทนมาเป็นอันดับสองได้เติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เหล่านักลงทุนสถาบัน และธนาคารต่างๆ โปรดปราน โดย RWA ถูกมองว่าในอนาคตอาจครอบคลุมมูลค่าตลาดถึง 874 ล้านดอลลาร์ เมื่อกองทุน หุ้น พันธบัตร กองทุนรวม รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกย้ายมาอยู่บนบล็อกเชน ทั้งนี้ McKinsey & Company ได้คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดของ RWA จะมีมูลค่าถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 และหากอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นอาจเพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ แม้หลายสถาบันยัง "รอดูท่าที" แต่ผู้ที่เริ่มใช้เทคโนโลยีนี้ก่อนอาจได้ส่วนแบ่งตลาดสำคัญอีกด้วย ที่มา : cointelegraph |