ตลท. แนะนักลงทุนติดตามความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ความรุนแรงยังไม่แน่นอน มองกระทบราคาสินโภคภัณฑ์พุ่ง เป็นปัจจัยกดดันให้ธนาคารกลางหลายประเทศเร่งขึ้นดอกเบี้ย-ลดสภาพคล่องในระบบ กระทบต่อตลาดหุ้นไทย ด้าน บลจ.ยูโอบี แนะเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสด และกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายขึ้น นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยในงานสัมมนา "ทิศทางเศรษฐกิจ-ธุรกิจไทย ไปทางไหน? หลังวิกฤตโควิด-19" ว่า สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนในขณะนี้ ยังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนทุกคนต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะยังมีความไม่แน่นอนว่าจะมีโอกาสเกิดความรุนแรงอย่างไร เป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพรวมต่างๆในโลก โดยเฉพาะราคาสินค้าโภคภันฑ์ที่จะเห็นได้ชัดว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทจดทะเบียนต่างๆจะต้องนำมาพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นเพื่อเตรียมตัวรับมือ และในส่วนนักลงทุนเองจะต้องมีการติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ปัจจัยเพื่อนำมาใช้ประกอบการลงทุน ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolical Conflict) ส่งผลต่อการปรับตัวขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์ ที่มีผลต่อการเร่งตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ และ จะส่งผลไปต่อโอกาสในการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก รวมถึงการเร่งลดสภาพคล่องในระบบ ซึ่งมีผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย ซึ่งเชื่อมโยงไปกับตลาดหุ้นทั่วโลก
ดังนั้นหากสภาพคล่องเริ่มลดลงก็จะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยด้วย แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะอยู่ในระดับที่ไม่สูง และ ยังไม่มีแนวโน้มในการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ตาม ยกเว้นเพียงแต่ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูงยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนในประเทศ “สภาพคล่องที่กำลังจะหดหายไปมีผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลกอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดหุ้นไทยเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะตลาดหุ้นไทยลิงค์ไปกับตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เข้ามามีผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นปีนี้”นายภากร กล่าว สำหรับผลกระทบของโควิด-19 ที่ยังมีต่อเนื่อง เป็นปัจจัยที่กดดันต่อปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคบริการ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน จากการที่ประเทศต่างๆยังไม่เริ่มกลับมาเปิดประเทศอย่างเต็มที่ แม้ว่าประเทศไทยจะเริ่มผ่อนตลาดมาตรการการเดินทางเข้าประเทศไปค่อนข้างมากแล้วก็ตาม ซึ่งภาคบริการมีสัดส่วนมากถึง 50% ของจีดีพีหากภาคบริการยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจนก็จะเป็นปัจจัยที่กดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ด้วยเช่นกัน และ มีผลต่อกระทบบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการในตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน บลจ. ยูโอบี มีความเห็นต่อวิกฤตในยูเครน โดยคาดว่าจะทำให้นักลงทุนปรับเงินลงทุนมายังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น และมีโอกาสที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจะสูงขึ้นทั้งจากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น หากองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงในการเผชิญหน้าทางทหารและรัสเซียตอบโต้โดยการลดการส่งออกพลังงานหรือมีการแซงชั่นจะทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นจากระดับที่สูงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หาก NATO ไม่เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง ถ้าเกิดการสู้รบกันขึ้นก็น่าจะค่อนข้างจำกัดขอบเขต ในอดีตความขัดแย้งทางด้านการเมืองระหว่างประเทศในระดับที่จำกัดขอบเขตมักจะทำให้ตลาดหุ้นปรับลดลงเพียงเล็กน้อยก่อนจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว จากสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบัน การลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงมีปัจจัยกดดัน ได้แก่ การปรับตัวขึ้นของเงินเฟ้อ นโยบายการเงินที่รัดกุมของธนาคารกลางสหรัฐ (Tightening Policy) และปัญหาการเมืองระหว่างประเทศรัสเซีย-ยูเครน ปัจจัยดังกล่าวมักส่งผลให้ความคาดหวังของผลตอบแทนลดลง ความผันผวนในตลาดสูงขึ้น อย่างไรก็ตามจากการศึกษาเหตุการณ์ในอดีตพบว่า การเริ่ม Tightening Cycle ช่วงแรกมักจะทำให้ตลาดปรับฐาน และเป็นการปรับฐานใน Bull Market โดยตลาดหุ้นสามารถกลับขึ้นมาได้ ตามสภาพเศรษฐกิจที่ยังเติบโตอยู่ในอัตราที่ช้าลง ทั้งนี้แนะนำกลยุทธ์การลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลก 1. เพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสด เนื่องจากตลาดอยู่ในช่วงของการปรับฐาน การเพิ่มสัดส่วนเงินสดจะช่วยลดความผันผวนและเพิ่มโอกาสในการลงทุนในลำดับถัดไป 2. กระจายการลงทุนในหลายๆสินทรัพย์ อาทิเช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน REITs และทองคำ จากปัจจัยความเสี่ยงในหลายๆด้านที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนอย่างมาก ความแน่นอนของผลตอบแทนลดลง 3. หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่าสูง เช่น หุ้นเทคโนโลยี หุ้นเติบโต ซึ่งมักจะถูกกดดันเมื่อดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวสูงขึ้น 4. กลุ่มหุ้นที่มีความน่าสนใจหลังจากตลาดปรับฐานเสร็จสิ้นหรือความผันผวนลดลง ได้แก่ กลุ่ม Cyclical, ประเทศหรืออุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากโควิดจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัว การลงทุนในภูมิภาคเอเชียมีความน่าสนใจกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (สหรัฐและยุโรป) 5. ราคาตราสารหนี้คาดว่าจะปรับสูงขึ้นจาก Yield ที่ลดลงเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามและอาจเป็นจังหวะให้ปรับพอร์ตการลงทุน 6. สำหรับตราสารหนี้ ยังคงมีความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามภาวะสงคราม สถานการณ์เงินเฟ้อที่อาจผ่อนคลาย และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงจากดอกเบี้ยระยะสั้นที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง อาจเป็นปัจจัยบวกต่อตราสารหนี้ในลำดับถัดไป ส่วนตราสารหนี้ในประเทศ ไม่มีส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และไม่มีเงินลงทุนในผู้ออกที่เกี่ยวข้องกับคู่กรณีรัสเซีย และยูเครน รวมถึง ยุโรป แต่อาจได้ผลกระทบอ้อมบ้างจาก 1) Risk On/Risk Off : อาจทำให้ ค่าเงินบาทอ่อนค่าระยะสั้นและมีแรงเทขายตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างประเทศ ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ดี คาดว่า นักลงทุนต่างประเทศจะกลับเข้ามาลงทุนในเงินบาทและพันธบัตรภายหลังจากการตื่นตะหนกแล้ว เนื่องจากประเทศไทยรวมถึงกลุ่มประเทศเอเชีย ไม่ได้เป็นคู่กรณีโดยตรง จึงน่าจะเป็นตลาดที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุน 2) เงินเฟ้อ : เงินเฟ้ออาจเร่งตัวสูงขึ้นต่อ จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยยังคงจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ มากกว่าที่จะไปควบคุมเงินเฟ้อในช่วงระยะนี้ จนกว่าประเทศไทยจะสามารถเปิดการท่องเที่ยว ที่เป็นธุรกิจที่สำคัญที่สุดต่อการฟื้นฟูจากผลกระทบ COVID-19 3) ธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิ ธุรกิจท่องเทียว น่าจะได้รับผลกระทบไม่มากไปกว่านี้มากนัก แต่อาจยืดเวลาการเปิดประเทศและการท่องเที่ยวออกไปอีก เนื่องจากปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศส่วนใหญ่มาจากยุโรป สำหรับกลยุทธ์การลงทุนตราสารหนี้ในประเทศนั้น ปัจจุบันการลงทุนของกองทุนได้เพิ่มความระมัดระวัง โดยได้มีการจัดเตรียมสภาพคล่องบางส่วนของกองทุนรวมมาในช่วงก่อนหน้า และเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง อย่างไรก็ดีหากผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น อาจเพิ่มการลงทุนในพันธบัตรระยะปานกลาง ส่วนการลงทุนตราสารทุนในประเทศ จากมีความกังวลถึงสถานการณ์ของUkraine Valuation ของตลาดที่สูง และความเสี่ยงจาก Fed Tightening ดังนั้นจึงได้เพิ่มความระมัดระวังต่อพอร์ตตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยได้มีการลดน้ำหนักการลงทุนเล็กน้อย แต่เน้นการเปลี่ยนถ่ายจากหุ้นขนาดเล็กไปหุ้นขนาดใหญ่และปรับสัดส่วนพอร์ตให้เป็น Value Portfolio มากขึ้นดังเห็นได้จากค่า Volatility ของพอร์ตที่ปรับลดลง และหลังจากเกิดเหตุการณ์ พบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ในระยะสั้นตลาดไทยจะปรับตัวลงในระดับ 1.6-2.8% แต่ดัชนีโลกโดยค่าเฉลี่ยปรับตัวขึ้น สำหรับในระยะ 3 เดือน ผลกระทบออกมาติดลบอยู่ที่ -8.1% โดยหากหักเหตุการณ์ Assassination of Iran’s Major General แล้ว พบว่า ดัชนีรวมตลาดโลกเป็นบวก ขณะที่ตลาดไทยติดลบ ซึ่งมีส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยในประเทศเป็นสำคัญ |