ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดรายงานวิจัยเรื่องส่องปัจจัยกำหนดทิศทางราคาทองคำครึ่งหลังปี 69 ชี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลัก ลุ้นตลาดทองคำมีโอกาสผ่อนคลายลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยรายงานวิจัยเรื่องส่องปัจจัยกำหนดทิศทางราคาทองคำครึ่งหลังปี 69 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ ตลาดทองคำในช่วงครึ่งแรกของปี 69 มีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยราคาปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงต้นปี ก่อนจะปรับตัวลงอย่างมากในเวลาต่อมา สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยขับเคลื่อนตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว แรงกดดันสำคัญของตลาดทองคำมาจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งผลักดันราคาพลังงานและเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น จะเห็นว่า แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดังกล่าวยังมีความเสี่ยงสูงและมีแนวโน้มยืดเยื้อ แต่ทองคำกลับไม่ได้รับแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากเท่าที่เคย เนื่องจากนักลงทุนให้น้ำหนักกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินมากกว่า
ราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังปี 69 ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางดอกเบี้ยเฟด นักวิเคราะห์ตาม Bloomberg Consensus คาดว่า ราคาทองคำตลาดโลก ณ สิ้นปี 69 จะฟื้นตัวไปอยู่ที่ประมาณ 4,625 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ หรือเทียบเท่าราคาทองคำแท่งของไทยประมาณ 71,520 บาทต่อบาททองคำ อย่างไรก็ตามศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าตัวเลขดังกล่าวน่าจะประเมินขึ้นภายใต้สมมติฐานหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงยังมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเหล่านี้ โดยเฉพาะพัฒนาการในตะวันออกกลางและการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ หากก่อนสิ้นปี 69 สถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลงได้อย่างต่อเนื่องและไม่ส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิตหรือเส้นทางขนส่งพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ มีความเป็นไปได้ว่า ราคาพลังงานและแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจผ่อนคลายลง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องเร่งส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่เงินดอลลาร์ฯอาจเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าลง สถานการณ์เหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวได้ ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน ความขัดแย้งกลับมารุนแรงหรือยืดเยื้อจนกระทบต่อการผลิตและการขนส่งพลังงาน (รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสินค้านำเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้ากับหลายประเทศทั่วโลก) ราคาน้ำมันและต้นทุนสินค้าอาจปรับสูงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะกลับมาเร่งตัวขึ้น ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ฯ อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยจำกัดกรอบการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำตลอดช่วงที่เหลือของปี อย่างไรก็ดีความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ตลอดจนแรงซื้อเชิงโครงสร้างจากธนาคารกลางและนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาทองคำในระยะปานกลาง ความต้องการทองคำของธนาคารกลางยังเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำในระยะปานกลาง
ภายใต้บริบทของความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ดังกล่าว ทองคำยังคงมีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ของนักลงทุน โดยเฉพาะแรงซื้อเชิงโครงสร้างจากธนาคารกลางที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาทองคำในระยะปานกลาง เมื่อพิจารณาโครงสร้างความต้องการทองคำ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. ความต้องการเพื่อการลงทุนซึ่งเป็นการถือทองคำเพื่อเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง และ 2. ความต้องการทองคำที่ไม่ใช่การลงทุน จากการใช้เป็นเครื่องประดับและการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หากพิจารณาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำกับความต้องการในช่วงที่ผ่านมาพบว่า บทบาทของความต้องการเพื่อการลงทุนมีความสำคัญเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของราคาทองคำ โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่เฟดเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนช่วงเดือนก.ย. 67 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำปรับเพิ่มสูงขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้งในช่วงต่อมา ทั้งนี้ สัดส่วนความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 65% เมื่อเทียบกับความต้องการทองคำทั้งหมด (ไม่รวม OTC) ณ เดือนมี.ค.69 จากที่มีสัดส่วนประมาณ 48% ในเดือนก.ย. 2567 โดยมีแรงผลักดันจากการซื้อทองคำของนักลงทุนรายย่อยในลักษณะทองคำแท่งและเหรียญทอง และกองทุน ETFs ซึ่งมีพฤติกรรมซื้อขายตามความเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงนั้น ขณะที่ความต้องการทองคำอีกส่วนมาจากการซื้อของธนาคารกลาง ซึ่งนับตั้งแต่ปี 65 ธนาคารกลางและสถาบันอื่น ๆ มีค่าเฉลี่ยความต้องการซื้อทองคำเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,018 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 54-64 ซึ่งอยู่ที่ 509 ตันต่อปี จากความเสี่ยงของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น แนวโน้มการลดการถือครองเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งมูลค่าการถือครองทองคำในทุนสำรองของธนาคารกลางมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 14% ในปี 2565 เป็น 27% ในปี 2568 ทำให้ในระยะปานกลาง ราคาทองคำยังคงมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการลงทุนของธนาคารกลาง สอดคล้องกับผลสำรวจการถือครองทองคำของธนาคารกลางโดยสภาทองคำโลก พบว่า 78% ของธนาคารกลางในผลสำรวจถือทองคำเพื่อลดความเสี่ยงผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ และมากกว่า 80% ถือทองคำเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ดีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอยู่ ทำให้ทองคำยังมีบทบาทสำคัญในเชิงกลยุทธ์ ทั้งในฝั่งนักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยพยุงราคาทองคำในระยะถัดๆ ไป อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |