ก.ล.ต.อนุมัติไฟลิ่ง "บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป (BKA)” ระดมทุน mai เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 60 ล้านหุ้น คาดเข้าซื้อขายวันแรกกลางเดือนก.พ.นี้ ระดมเงินเป็นทุนหมุนเวียน ขยายพอร์ตการให้บริการบ้านแต่ง และสร้าง Platform ตัวกลางในการซื้อขายอสังหาฯ นางนิสาภรณ์ ฤกษ์อร่าม กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด ในฐานะบริษัท ที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป หรือ BKA เปิดเผยว่า BKA ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว และอยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป เป็นครั้งแรก (IPO) และ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในหมวดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง คาดว่าจะสามารถเข้าเทรดได้กลางเดือนก.พ. นี้ ปัจจุบัน BKA มีทุนจดทะเบียน 105 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 210 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท มีทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว 75 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 150 ล้านหุ้น เสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 60 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท หรือ คิดเป็นไม่เกิน 28.57% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขาย IPO ในครั้งนี้ นายพชร ธนวงศ์เกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BKA เปิดเผยว่า บริษัทฯ มุ่งขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจบ้านมือสองตกแต่งใหม่ชั้นนำของประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ เป็นผู้นำในธุรกิจบริการซื้อขายบ้านมือสอง และ ทรัพย์สินรอการขายของสถาบันการเงิน (NPA) ตกแต่งใหม่ในประเทศไทย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสามารถให้บริการ การซื้อขายบ้านมือสอง และ รีโนเวทบ้านให้มีคุณภาพดี มีมาตรฐาน ครอบคลุมในประเทศไทย ภายใต้การดำเนินงานที่เป็นเลิศ การบริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม และ ความพึงพอใจให้กับทั้งลูกค้า คู่ค้า และ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย 
บริษัทฯ มุ่งหวังที่จะเป็นตัวกลางในการให้บริการแก้ปัญหาของผู้ที่อยากขายบ้าน แต่ไม่มีความเชี่ยวชาญ ไม่มีเวลา และ ไม่มีประสบการณ์ในการเตรียมบ้านให้มีสภาพพร้อมขาย ในขณะเดียวกันต้องการช่วยเหลือคนไทยที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยในทำเลที่ดี แต่มีงบประมาณจำกัด เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจซื้อขายบ้านมือสองในประเทศไทย ผ่านลักษณะการดำเนินงาน 3 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย 1. ธุรกิจให้บริการปรับปรุงบ้านมือสองเพื่อขาย (ธุรกิจบ้านแต่ง “Flipping”) ซึ่งเป็นการรับฝากขายบ้านมือสองพร้อมกับการปรับปรุงก่อนขาย เพื่อให้มีสภาพใหม่พร้อมอยู่อาศัย ด้วยการออกแบบที่สวยงาม งานปรับปรุงที่มีคุณภาพ พร้อมรับประกันผลงาน และ ให้บริการหลังการขาย 2. ธุรกิจนายหน้าซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ หรือการรับฝากขายบ้านมือสอง (ธุรกิจบ้านฝาก) ซึ่งเป็นการรับฝากขายบ้านมือสองตามสภาพเดิม โดยบ้านที่เจ้าของนำมาฝากให้บริษัทฯ ดูแลบริการด้านการตลาดและขาย ซึ่งบริษัทฯ ไม่ได้เข้าไปปรับปรุงทรัพย์สินดังกล่าว 3. ธุรกิจซื้อบ้านมือสองมาปรับปรุงเพื่อขาย (ธุรกิจบ้านตัด) โดยบริษัทฯ รับซื้อบ้านจากเจ้าของบ้านที่ต้องการขาย หรือสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินรอการขาย รวมถึงซื้อบ้านจากการประมูลกับกรมบังคับคดี เพื่อนำมาปรับปรุงหรือรีโนเวทใหม่ และทำการตลาด เพื่อขายต่อให้แก่ลูกค้าที่ต้องการซื้อบ้าน พร้อมทั้ง ชู 5 จุดเด่นข้อได้เปรียบในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ 1. บ้านมือสองมีความได้เปรียบกว่า บ้านสร้างใหม่ ทั้งในด้านทำเล และ ราคาที่คุ้มค่ากว่า จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจของผู้หาซื้อบ้าน 2. ด้วย Model ธุรกิจบ้านแต่ง (Flipping)ที่แข็งแกร่ง เพียงแค่วางเงินประกัน ปรับปรุง และขายบ้าน โดยไม่ต้องลงทุนซื้อบ้านทั้งหลังทำให้สามารถประหยัดเงินลงทุนไปได้มาก แต่ยังให้ผลตอบแทนสูง 3. ตลาดบ้านมือสองมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมทั้งสถาบันการเงิน และ AMC มีทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ในระบบอีกจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นบ้านมือสองที่ตั้งอยู่บนทำเลที่ดี และ ราคาถือว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน 4. BKA จัดได้ว่าเป็นผู้นำในธุรกิจบ้านมือสองที่มีจำนวนบ้านมือสองตกแต่งใหม่พร้อมขายจำนวนมากในตลาด และ ยังมีการให้บริการปรับปรุงและ ขายบ้านมือสอง ซึ่งมีรายได้กระจายไปในบ้านแต่ง บ้านฝาก และ บ้านตัด หลายโครงการในทำเลที่ดี โดยไม่ได้ Focus โครงการใดโครงการหนึ่งเป็นหลัก 5. ผู้บริหารมีความเชี่ยวชาญ และ ประสบการณ์ในธุรกิจมาเป็นระยะเวลากว่า 12 ปี อีกทั้ง มี Website ที่ทำให้สะดวกในการเข้าถึงข้อมูลบ้านมือสองในทุกทำเล และ ยังมีเครือข่าย Agent ที่สามารถอำนวยความสะดวก และ รวดเร็วให้กับลูกค้า ซึ่งช่วยสนับสนุนการขาย และ สร้างโอกาสการเติบโตให้กับบริษัทฯ ผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ ปี 2564 - 2566 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2567 โดยบริษัทฯ มีรายได้รวม 1,304.94 ล้านบาท 1,302.92 ล้านบาท 1,313.59 ล้านบาท และ 870.03 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่กำไรสุทธิในปี 2564 - 2566 และ งวด 9 เดือนแรกของปี 2567 อยู่ที่ระดับ 49.77 ล้านบาท 21.44 ล้านบาท 22.27 ล้านบาท และ 27.64 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 3.81% , 1.65% , 1.70% และ 3.18% ในปี 2564 - 2566 และ งวด 9 เดือนแรกของปี 2567 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ให้บริการในธุรกิจบ้านมือสอง เชื่อว่า ตลาดบ้านมือสองมีแนวโน้มการเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยเล็งเห็นถึงข้อได้เปรียบของบ้านมือสองในทำเลเดียวกันกับบ้านโครงการใหม่ที่มีราคาที่คุ้มค่ากว่า และ พื้นที่ใช้สอยที่มากกว่า เนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้นมาโดยตลอดของราคาที่ดินในทำเลที่มีศักยภาพ การเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้าง และ ค่าแรง ทำให้ราคาบ้านโครงการใหม่ปรับตัวสูงขึ้นมาก และ มีช่องว่างของราคา (Gap Price) ที่กว้างขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับราคาบ้านมือสอง ประกอบกับ โครงการบ้านจัดสรรใหม่ๆ มีทำเลที่ตั้งที่ไกลออกไป เนื่องจากที่ดินเปล่าผืนใหญ่ใกล้เมืองหาได้ยากขึ้น ในขณะที่บ้านมือสองส่วนใหญ่มีทำเลดี ราคาที่คุ้มค่ากว่าบ้านโครงการใหม่จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น โดยบริษัทฯ เน้นการทำธุรกิจบ้านแต่ง (Flipping) เป็นหลัก เนื่องจากเป็นบ้านมือสองตกแต่งใหม่ที่ใช้เงินลงทุนต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับการซื้อบ้านมาปรับปรุงเพื่อขาย (บ้านตัด) อีกทั้ง บริษัทฯ พิจารณาว่าตลาดยังมีศักยภาพการเติบโต และ ยังไม่มีคู่แข่งรายใหญ่ในตลาด สำหรับเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุน บริษัทฯ จะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานเพื่อขยายการเติบโตของบริษัทฯ จากการขยายพอร์ตการให้บริการบ้านแต่ง (Flipping) เพิ่มขึ้นเป็นหลัก รวมถึงนำไปพัฒนาธุรกิจ Property Technology (Prop Tech) โดยสร้าง Platform ตัวกลางในการซื้อขายอสังหาฯ เพื่อให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งผู้ต้องการซื้อ และ ขายบ้านได้หลากหลาย และ มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาข้อมูลให้แก่ผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน และ เทคโนโลยีระบบเสมือนจริง (Virtual Reality) มาใช้ในการแนะนำบ้านให้กับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านได้เห็นภาพบ้านเสมือนจริงทางออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีแผนชำระคืนเงินกู้ยืมจากบุคคลอื่นทั้งจำนวน |