สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 9 - 14 ต.ค. 69 ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 11.80 | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 11.00 | บล.ทิสโก้ | ถือ | 10.00 |
สรุปปัจจัยบวก + เดินหน้าขยายสาขาอย่างก้าวกระโดด: บริษัทยังคงแผนขยายสาขาเชิงรุกเฉลี่ยปีละ 200 สาขา โดยตั้งเป้าครบ 1,298 สาขาในไตรมาส 3/69 และมุ่งสู่ 1,727 สาขาภายในปี 2571 พร้อมวางเป้าระยะยาวที่ 3,000 สาขา เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจาก 7% เป็น 15-18% ใน 3 ปี (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ)
+ แนวโน้มกำไรเติบโตแข็งแกร่ง: คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 3/69 ที่ 660 ล้านบาท เติบโต 9% YoY หนุนกำไรงวด 9 เดือนแรกแตะ 2,100 ล้านบาท (+18% YoY) พร้อมมองกำไรสุทธิระยะยาวเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ถึง +17% ทะยานจาก 2,600 ล้านบาทในปี 2568 สู่ระดับ 4,200 ล้านบาทในปี 2571 (บล.เคจีไอ, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส)
+ รักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในระดับสูง: คาดรักษาระดับ GPM ตามเป้าหมายที่ 51-52% จากจุดแข็งในการจัดซื้อระดับโลก และมีสัดส่วนยอดขายสินค้าแบรนด์ตัวเอง (Private Label) สูงถึง 46.7% (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ)
+ ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ส่งสัญญาณฟื้นตัว: SSSG เริ่มกลับมาเป็นบวกในเดือนกันยายน และคาดการณ์ไตรมาส 3/69 จะฟื้นตัวมาอยู่ที่ +0.5% ถึง +1% (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ)
+ ผลกระทบน้ำท่วมเป็นบวกสุทธิ: แม้ยอดขายพื้นที่น้ำท่วมจะลดลง 15% ในช่วงแรก แต่หลังสถานการณ์คลี่คลาย ความต้องการสินค้าทำความสะอาดและซ่อมแซมดันยอดขายพุ่งขึ้น 25-30% ชดเชยผลกระทบได้ทั้งหมด ทำให้ร้านที่ได้รับผลกระทบกลับมามียอดขายโต 10-20% YoY (บล.ทิสโก้)
+ ภาระดอกเบี้ยลดลง: ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังบริษัทนำเงินไปชำระคืนหนี้ทั้งหมด (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ)
+ Valuation ดึงดูดเมื่อเทียบกับกลุ่ม: มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ปี 2569 สูงถึง 28.4% (เทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่ม 16.0%) ขณะที่ P/E ปี 2570 อยู่ที่ 13.7 เท่า (ต่ำกว่ากลุ่มที่ 14.6 เท่า) พร้อมคาดหวังปันผล (Dividend Yield) ปี 2570 ที่ 3.5% (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส)
สรุปปัจจัยลบ - ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ไตรมาส 2 ชะลอตัว: SSSG ในไตรมาส 2/69 หดตัว -1.2% ซึ่งเป็นการติดลบครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงโควิด โดยจำนวนสินค้าต่อบิลลดลงจาก 3.8 ชิ้น เหลือ 3.5-3.6 ชิ้น ปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคอ่อนแอและราคาน้ำมันแพง (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทิสโก้)
- กำไรไตรมาส 3/69 สะดุดตามฤดูกาล: คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 จะลดลง 13% QoQ เหลือ 660 ล้านบาท จากผลกระทบของช่วง Low Season (บล.เคจีไอ)
- มาร์จิ้นไตรมาส 3 กดดันจากการจัดโปรโมชั่น: คาดอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 3/69 จะลดลงมาอยู่ที่ 51.1% (-1.3 ppts YoY, -0.9 ppts QoQ) จากการทำแคมเปญส่งเสริมการขายและการล้างสต็อก ขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 35.3% ตามการขยายสาขา (บล.เคจีไอ)
- เงินลงทุนต่อสาขา (CAPEX) พุ่งสูงขึ้น: ต้นทุนการเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 10-12 ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนจากการลงทุนหากยอดขายไม่เข้าเป้า (บล.ทิสโก้)
- ธุรกิจ KKV ยังขาดทุน: คาดว่าผลการดำเนินงานของร้าน KKV ยังคงมีผลขาดทุนราว 27 ล้านบาท หรือเฉลี่ยขาดทุนสาขาละ 3 ล้านบาท (บล.เคจีไอ)
- ความเสี่ยงจากภัยพิบัติและเศรษฐกิจ: บริษัทไม่มีประกันภัยคุ้มครองการหยุดชะงักของธุรกิจ (Business Interruption) หากเกิดภัยธรรมชาติ และยังมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจชะลอตัว สินค้าคงคลังสูง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ)
. 
|
. |