สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 22 ก.ค.69 | ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | | | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 52 | | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 47 | | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 46 | | บล.ฟิลลิป | ทยอยซื้อ | 46 | | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 45.5 | | บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) | TRADING | 44 | | บล.พาย | ถือ | 41 | | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อเมื่ออ่อนตัว | 41 | | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 40 |
สรุปปัจจัยบวก
+ ผลประกอบการ 2Q26 แข็งแกร่งกว่าคาด: กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 1.2 - 1.21 หมื่นล้านบาท เติบโตราว 8% - 9% YoY แม้จะลดลง 2.5% - 3% QoQ แต่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์และตลาดประเมินไว้ (บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส)
+ พอร์ตสินเชื่อยังขยายตัวได้ดี: สินเชื่อเติบโต 1.2% - 1.3% QoQ และ 3.5% - 4.1% YTD โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากสินเชื่อภาครัฐ สินเชื่อรายย่อย (ที่อยู่อาศัย) และสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) + รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตโดดเด่น: รายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัวราว 10% YoY หลักๆ ได้ปัจจัยหนุนจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และภาวะตลาดทุนที่แข็งแกร่ง (บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) + การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย (Opex) ทำได้ดีเยี่ยม: Cost to income ratio ลดลงมาอยู่ที่ระดับราว 38.9% - 39% จากการควบคุมค่าใช้จ่ายและการลดลงของค่าใช้จ่ายด้อยค่าทรัพย์สินรอการขาย (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) + คุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่งและสำรองหนี้ลดลง: สัดส่วน NPL ทรงตัวในระดับต่ำที่ราว 2.92% - 3.3% ขณะที่ Credit Cost ลดลงเหลือ 0.9% - 0.95% และมี Coverage Ratio อยู่ในระดับสูงที่ 201.5% - 205.2% (บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) + ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงและน่าสนใจ: คาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ที่ระดับ 4.9% - 6.3% ต่อปี (หรือประมาณ 2.09 - 2.67 บาท/หุ้น) พร้อมคาดการณ์ปันผลระหว่างกาล 1H26 ที่ 0.46 บาท (บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) + แรงหนุนพิเศษในไตรมาส 3/26 จากการรับรู้มูลค่าหุ้น THAI: มีประเด็นบวกจากการบันทึกมูลค่าเงินลงทุนในหุ้น THAI จำนวน 975 ล้านหุ้น (ต้นทุน 2.55 บาท) หลังพ้นระยะ Lock-up ในวันที่ 4 ส.ค.26 (บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) + ประสิทธิภาพการทำกำไรสูงสุดในกลุ่ม: ROE ยังคงรักษาระดับสูงในเกณฑ์ 2 หลักที่ 10.4% - 10.5% ซึ่งถือว่าสูงสุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) สรุปปัจจัยลบ - รายได้ดอกเบี้ยสุทธิและ NIM เผชิญแรงกดดัน: ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ราว 2.44% - 2.5% (ลดลง -47 bps YoY, -1 bps QoQ) จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการเติบโตของสินเชื่อผลตอบแทนต่ำ (บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) - กำไรจากเครื่องมือทางการเงินและเงินปันผลรับลดลง QoQ: รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) อ่อนตัวลง 11% QoQ เนื่องจากกำไรจากเงินลงทุน (FVTPL) ลดลงตามภาวะตลาด และเงินปันผลรับลดลงตามฤดูกาล (บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) - แนวโน้มผลงานช่วง 2H26 และ 3Q26 อาจชะลอตัว QoQ และ YoY: คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q26 มีแนวโน้มลดลง 25% YoY และ 10% QoQ จาก Cost to income ratio ที่จะปรับสูงขึ้นตามฤดูกาลในไตรมาส 4 และกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลง (บล.ทรีนีตี้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.บัวหลวง) - ความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์: ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวและความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจกดดันการเติบโตของกำไรทั้งปี 2026 ให้ชะลอตัวลงเหลือราว 1% - 2.5% YoY (บล.พาย, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) - Valuation และ Upside เริ่มจำกัด: ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาตอบรับปัจจัยบวกไปค่อนข้างมากจนซื้อขายที่ระดับ 1.2x PBV (+3.0SD ของค่าเฉลี่ย 10 ปี) ส่งผลให้ Upside ของราคาหุ้นเริ่มเหลือไม่มาก (บล.พาย, บล.ทรีนีตี้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |