TEGH แจงการนำบริษัทย่อย บมจ.ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ ยังเดินหน้าต่อ หลังกลต. อนุมัติให้ขยายระยะเวลาในการ IPO ต่อไป ประเมินแนวโน้มครึ่งหลังปี 69 สัญญาณดี ออเดอร์ยางพุ่ง ดันรายได้ปี 69 โต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ พร้อมสร้างฐานการเติบโตในปี 70 นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH เปิดเผยว่า แผนการนำการบริษัทย่อย "บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TEBP)" เสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ปัจจุบันมีความคืบหน้า กลต.อนุมัติให้ขยายระยะเวลาในการ IPO ต่อไป โดยจะพิจารณาภาวะตลาดทุนและทางเลือกต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท และ จะดำเนินตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในครึ่งหลังของปี 2569 ยังมีทิศทางที่ดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากตลาดอินเดีย ยุโรป และ สหรัฐอเมริกา รวมถึงการใช้มาตรการ EUDR ที่คาดว่าจะไม่เลื่อน อีกทั้ง บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการเติบโตทั้งจากปริมาณขายและการเพิ่มสัดส่วน High Value Products รวมถึงการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยคาดว่า ปริมาณขายยางแท่งในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 260,000 ตัน เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน "บริษัทฯ มั่นใจว่า สัดส่วนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ในช่วงครึ่งปีหลัง จะเพิ่มจากครึ่งปีแรกที่อยู่ในระดับ 30% หลังจากทิศทางการบังคับใช้กฎหมาย EUDR ของสหภาพยุโรปมีความชัดเจนมากขึ้น และ คาดว่าจะไม่มีการเลื่อนการบังคับใช้ออกไปเพิ่มเติม โดยจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 นี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ให้เพิ่มขึ้น"นางสาวสินีนุช กล่าว ในขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบมีแนวโน้มกลับมาทำผลงานได้ดี จากการเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องจักร การติดตั้งหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) ลูกใหม่ และ การติดตั้งหม้อนึ่งปาล์ม (Sterilizer) เพิ่มเติม ซึ่งคาดว่า จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้อีก 50% ภายในปีนี้ เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตในระยะถัดไป โดยตั้งเป้าได้รับการรับรอง ISCC corsia ในปีนี้ หลังจากที่ได้รับการรับรอง ISCC plus และ ISCC EU มาแล้วในปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และ ขยายโอกาสทางทางการค้าในระยะยาว ด้านธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ มีแผนการเติบโตต่อเนื่องหลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 1 และ โครงการบ่อกากปิโตรเคมี ส่วนโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 2 อยู่ระหว่างขั้นตอนการทบทวนเทคโนโลยี งบประมาณ และ ปรับกำหนดเสร็จเป็นไตรมาส 2/70 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดเงินลงทุนจากแผนเดิม ขณะเดียวกันยังเพิ่มประสิทธิภาพ และ อัตราการผลิตก๊าซชีวภาพได้มากขึ้น โดยโครงการดังกล่าวจะเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการกากอินทรีย์อีกประมาณ 297,000 ตันต่อปี และ เพิ่มกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพประมาณ 23.76 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สนับสนุนเป้าหมายปี 2570 ให้บริษัทมีศักยภาพบริหารจัดการกากอินทรีย์รวมประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปี และ มีกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพรวมประมาณ 58 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างศึกษาความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเพื่อพัฒนาก๊าซชีวภาพไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เช่น Compressed Bio Gas (CBG) และ Liquid Bio Methane (LBM) สำหรับภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง รวมถึงโอกาสในการสร้างรายได้จาก Carbon Credit ที่จะเพิ่มขึ้นตามปริมาณกากอินทรีย์ ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวม 4,405 ล้านบาท และ มีกำไรสุทธิ 165 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104% จากไตรมาสก่อน แม้ต้องเผชิญความผันผวนของราคา และ ปริมาณวัตถุดิบจากปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารจัดการต้นทุน และ การดำเนินงานท่ามกลางความท้าทายของตลาด ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |