BCP โชว์ฟอร์มไตรมาส 2/69 แข็งแกร่งในทุกกลุ่มธุรกิจ หลังมีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 12,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 99% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ เพิ่มขึ้น 578% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ที่ขาดทุน 2,560 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการขายและการให้บริการ 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ มี EBITDA 25,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน คาดแนวโน้มตลาดพลังงานโลกในช่วงที่เหลือของปียังคงเผชิญความไม่แน่นอน นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทบางจากรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 จากความแข็งแกร่งของทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจพลังงานชีวภาพ กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน และ กลุ่มธุรกิจต้นน้า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก โดยมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน มี EBITDA 25,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 12,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 99% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 8.34 บาท และ เพิ่มขึ้น 578% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ที่ขาดทุน 2,560 ล้านบาท ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-Market) ในไตรมาสก่อน ส่งผลให้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil Hedging) ลดลงเหลือ 879 ล้านบาท และ รับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง 4,415 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF เชิงพาณิชย์ โดยเดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 KBD และ มียอดจำหน่าย 39 ล้านลิตร ประกอบกับ ส่วนต่างราคา SAF-UCO ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ SAF เริ่มสร้าง EBITDA และ เป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทในไตรมาสนี้ และ ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาพลังงาน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และ สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อกำไรในช่วงที่เหลือของปี ***กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และ พลังงานชีวภาพ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และ พลังงานชีวภาพ มี EBITDA เพิ่มขึ้น โดยธุรกิจโรงกลั่นได้รับแรงหนุน จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ค่าการกลั่นพื้นฐาน และ กำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย ขณะที่ธุรกิจการตลาดมีค่าการตลาดสุทธิเพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยปริมาณจำหน่ายที่ลดลง ส่วนธุรกิจพลังงานชีวภาพได้รับปัจจัยสนับสนุนจากยอดจำหน่ายไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นและการเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF ด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้าและ โครงสร้างพื้นฐานมีปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าที่ลดลงตามฤดูกาล รวมถึงการรับรู้ของการขยายตัวของ Data Center ในสหรัฐอเมริกาที่ทำให้โรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาได้รับประโยชน์เต็มที่ ขณะที่ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติได้รับประโยชน์จากราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น แม้สถานการณ์พลังงานโลกยังคงมีความไม่แน่นอน บริษัทฯ ยังคงบริหารความเสี่ยงควบคู่กับการสร้าง การเติบโตในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต โดยหน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ได้เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์และส่งมอบผลิตภัณฑ์เป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2569 เดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 KBD มียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ SAF รวม 39 ล้านลิตร และ ได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและน้ำมันพืชใช้แล้ว (SAF-UCO Spread) ที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้บริษัทฯ เริ่มรับรู้ EBITDA จากธุรกิจ SAF เป็นครั้งแรก ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่เริ่มต้นขึ้นในเดือนมีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทบางจากยังคงยืนหยัดทำหน้าที่สนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศผ่านกลุ่มธุรกิจหลักที่ประสานกันอย่างไร้รอยต่อตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการผสานศักยภาพของโรงกลั่นทั้งสองแห่ง ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และ การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Business Improvement) รวมประมาณ 5,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 3,000 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ บริษัทฯ โดยบริษัทย่อย Bangchak Hong Kong Holding Limited ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และ เปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited (BHK) โดยจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ธุรกรรมดังกล่าวครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในฮ่องกง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและขยายธุรกิจในต่างประเทศ นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานผลการดำเนินงานของแต่ละกลุ่มธุรกิจในไตรมาส 2 ปี 2569 ดังนี้ ในไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้ 144,177 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อน และ 45% จากปีก่อน มี EBITDA 17,186 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงานของแต่ละธุรกิจมีสาระสำคัญดังนี้ ***ธุรกิจโรงกลั่น ในไตรมาส 2 มีรายได้ 152,272 ล้านบาท และ EBITDA 14,029 ล้านบาท โดยรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญา ซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (รวมการวัดมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานบัญชี) 1.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เทียบเท่า 879 ล้านบาท) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อน จากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-Market) และ เริ่มรับรู้ EBITDA จำนวน 1,000 ล้านบาท จากการดำเนินการเชิงพาณิชย์ของหน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ***ธุรกิจการตลาด ในไตรมาส 2 มีรายได้ 123,847 ล้านบาท และ EBITDA 2,831 ล้านบาท โดยค่าการตลาดสุทธิฟื้นตัว มาอยู่ที่ 1.26 บาทต่อลิตร จากการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันและการทยอยปรับราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดโลก แม้ปัจจัยหนุนจาก Inventory Gain จะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส กลุ่มบริษัทบางจากมีสถานีบริการ 2,191 แห่ง จุดชาร์จ EV กว่า 617 สถานี มีส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการ 27.9% พร้อมเดินหน้าขยายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์พรีเมียมและน้ำมันดีเซล B20 รวมถึงธุรกิจ Retail Experience อย่างต่อเนื่อง ***ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 6,388 ล้านบาท และ EBITDA 794 ล้านบาท โดยธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล (B100) ได้รับแรงหนุนจากปริมาณจำหน่ายและราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวดีขึ้น จากการคงสัดส่วนผสมน้ำมันดีเซลพื้นฐานเป็น B7 ตลอดไตรมาส และ เริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัท บีเอสจีเอฟ จากัด (BSGF) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ภายหลังการเริ่มผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ***กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน มีรายได้ 129,205 ล้านบาท และ EBITDA 784 ล้านบาท จากปริมาณการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ขยายตัว 20% โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกรรมนอกกลุ่มบริษัทบางจาก (Out-Out) ส่งผลให้อัตรากำไรและสัดส่วนธุรกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจขนส่งทางเรือมีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากการขยายตัวของธุรกรรม Time Charter การใช้โอกาสในตลาด Spot Charter และ ค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ***กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มีรายได้ 10,172 ล้านบาท และ EBITDA 7,062 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquid Price) ที่ปรับเพิ่มขึ้น 40% ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกจากสถานการณ์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และ ราคาก๊าซธรรมชาติ (Gas Price) ที่เพิ่มขึ้น 15% จากปริมาณสารอง ก๊าซธรรมชาติในยุโรปที่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปี รวมทั้งรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบ และ ก๊าซธรรมชาติ 432 ล้านบาท (คิดเป็น 154 ล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี) โดยหลักเป็นกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Hedging Gain) จากการปรับลดลงของราคาน้ำมันคาดการณ์ล่วงหน้าในช่วงสิ้นไตรมาส ทั้งนี้ OKEA บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในแหล่ง Statfjord และ ด้อยค่าความนิยมในแหล่ง Draugen รวม 550 ล้านบาท (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี) จากการปรับลดราคาน้ำมันคาดการณ์ล่วงหน้าในช่วงสิ้นไตรมาส นอกจากนี้ OKEA ได้ปรับประมาณการการผลิตปี 2569 เป็น 29–32 kboepd จากการเลื่อนการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของหลุม Garn West South ในแหล่ง Draugen ไปเป็นไตรมาส 3 ปี 2569 ขณะที่ประมาณการการผลิตปี 2570 ปรับเพิ่มเป็น 39–43 kboepd จากการปรับเพิ่มประมาณการการผลิตของหลุม Talisker West ในแหล่ง Brage ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดาเนินการเชิงพาณิชย์ในครึ่งหลังของปี 2570 ***กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน มีรายได้ 807 ล้านบาท และ EBITDA 1,065 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ซึ่งรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณการจาหน่ายของโรงไฟฟ้า SFE และ CCE ที่เพิ่มขึ้น สามารถชดเชยผลกระทบจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้า Hamilton ได้ ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป. ลาว มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น45% จากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ***ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 326,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 43,763 ล้านบาท และ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 13,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เมื่อรวม Inventory Gain (รวม NRV) และ รายการพิเศษอื่น บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 18,383 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.51 บาท จากความโดดเด่นและความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจ ทำให้บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับที่ 21 ของบริษัทชั้นนำ 500 แห่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามการจัดอันดับของ Fortune Southeast Asia 500 ในปี 2569 อีกทั้ง หลักทรัพย์ BCP ยังได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี SET50 สาหรับรอบการคำนวณระหว่าง 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569 ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพในการเติบโตและการสร้างมูลค่าในระยะยาวของกลุ่มบริษัทบางจาก สำหรับฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทบางจาก มีเงินสดและรายการเทียบเท่า เงินสด 27,611 ล้านบาท และ มีสินทรัพย์รวม 374,755 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75,950 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีหนี้สินรวม 272,149 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 57,485 ล้านบาท และ ส่วนผู้ถือหุ้นรวม 102,606 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,465 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนของบริษัทใหญ่ 83,353 ล้านบาท และ มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.05 เท่า ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |