สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 8 ก.ค.69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | | | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 17.6 | | บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) | TRADING | 16.4 | | บล.เอเซียพลัส | TRADING | 16.2 | | บล.เคจีไอ | ถือ | 16 | | บล.พาย | ถือ | 15 | | บล.ทิสโก้ | ถือ | 15 | | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ถือ | 14.5 |
สรุปปัจจัยบวก + ได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยหนุนยอดขายกลุ่มลูกค้าโชห่วยและกลุ่ม B2B ในประเทศ (บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.ทิสโก้) + การรับรู้รายได้จากบริษัท Lucky Frozen เข้ามาเต็มไตรมาสในงวด 2Q69 ช่วยประคองและหนุนยอดขายฝั่งธุรกิจค้าส่ง (บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.ทิสโก้) + ยอดขาย (SSSG) ของ Lotus's ในประเทศมาเลเซียยังคงเติบโตและเพิ่มขึ้น YoY จากการปรับปรุงจัดกลุ่มสินค้าและมาตรการเงินอุดหนุนสินค้าอาหารสดจากภาครัฐมาเลเซีย (บล.พาย, บล.ทิสโก้) + บริษัทยังคงเดินหน้าขยายสาขาร้านใหม่อย่างต่อเนื่อง ช่วยชดเชยยอดขายสาขาเดิมที่อ่อนแอ (บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้) + ภาพรวมผลประกอบการคาดว่าจะสามารถฟื้นตัวและเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง (2H69) โดยเฉพาะงวด 4Q69 ที่เป็นช่วง High season จากการรุกตลาด Fresh Food และเติบโตของ Omni-channel (บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส) + คาดกำไรปกติรวมทั้งปี 2569 ยังคงเติบโตได้ โดยคาดการณ์กำไรสุทธิอยู่ที่กรอบ 9.5 พันล้านบาท - 1.05 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 2% - 13% YoY (บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) สรุปปัจจัยลบ - คาดการณ์กำไรสุทธิในงวด 2Q69 มีแนวโน้มหดตัวลงทั้ง YoY และ QoQ โดยคาดกำไรอยู่ในกรอบ 1.8 - 2.11 พันล้านบาท (ลดลง 7.5% ถึง 20% YoY และลดลง 24.3% ถึง 34% QoQ) จากปัจจัยฤดูกาล ฐานที่สูงในไตรมาสแรก และอุปสงค์ที่แผ่วลง (บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) - กำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศยังคงเปราะบางและอ่อนแอ ต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น กดดันยอดขายสินค้ากลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร (Non-food) ทั้งใน Makro และ Lotus's (บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) - อัตรากำไรขั้นต้น (Margin) ถูกบีบให้ลดลง คาดอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายรวมลดลงเหลือ 14% - 16% เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนยอดขาย (Product Mix) ที่ลูกค้าเน้นกักตุนอาหารแห้งซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำ (บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้) - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง คาดขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 4% YoY สูงกว่าอัตราเติบโตของยอดขาย จากต้นทุนพลังงาน (ค่าไฟฟ้า/ค่าน้ำมันดีเซล) และค่าใช้จ่ายในการจัดโปรโมชั่น-แคมเปญการตลาดเพื่อรักษายอดขาย (บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้) - ความไวต่อต้นทุนพลังงาน โดยราคาน้ำมันดีเซลที่เปลี่ยนแปลงไปทุกๆ 1 บาท/ลิตร จะส่งผลกระทบให้กำไรทั้งปีลดลงประมาณ 5-7 ล้านบาท (บล.ทิสโก้) - ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในงวด 2Q69 คาดว่าจะติดลบเป็นเลขหลักเดียวต่ำๆ โดยธุรกิจ B2B คาดติดลบ 2% และ B2C คาดติดลบ 3% ถึง 4% โดยเฉพาะ Lotus's ในไทยได้รับผลกระทบทางอ้อมจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่ดึงอุปสงค์ไปฝั่งโชห่วย (บล.พาย, บล.เคจีไอ, บล.ทิสโก้) - ยอดขาย SSSG ของกลุ่ม B2B ในต่างประเทศ (กัมพูชา) ปรับตัวลดลงอ่อนแอ (บล.พาย, บล.ทิสโก้) - คาดผลประกอบการงวด 3Q69 จะยังคงอ่อนแอและชะลอตัวต่อเนื่อง QoQ เนื่องจากเป็นช่วง Low season (ฤดูฝน) และเริ่มรับรู้ค่าใช้จ่ายการปรับโครงสร้าง รวมถึงผลขาดทุน/ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเปิดโครงการ Happitat (บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) - มีความเสี่ยงเรื่องค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากการเข้าซื้อบริษัท The Food Purveyors ในมาเลเซีย มูลค่าประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท (บล.เคจีไอ) - โบรกเกอร์ส่วนใหญ่พากันปรับลดประมาณการกำไรปี 2569-2571 ลงประมาณ 3.4% - 15% และปรับลดราคาเป้าหมายพื้นฐานลงสะท้อนการ Re-rate PE ตามอุตสาหกรรมค้าปลีกที่อ่อนตัวลง (บล.พาย, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |